ในปี พ.ศ. 2527 ณ วัดสนามใน คุณวุฒิชัย ทวีศักดิ์ศิริผล ได้มีโอกาสสัมภาษณ์หลวงพ่อดา สมฺมาคโต บทสัมภาษณ์นี้ถูกเรียบเรียงและปรับปรุงใหม่ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2567
**วุฒิชัย**: ก่อนอื่น ขอเรียนถามประวัติของพระอาจารย์หน่อย อาจารย์เกิดที่ไหน อายุเท่าไหร่?
**พระดา**: อาตมาเกิดปี พ.ศ. 2494 ที่บ้านโนนสว่าง หมู่ 7 ตำบลเหนือเมือง อำเภอเมือง จังหวัดร้อยเอ็ด ปัจจุบันอายุ 33 ปี
**วุฒิชัย**: อยากทราบว่าชีวิตในวัยเด็กของอาจารย์เป็นอย่างไร และมีอะไรที่ทำให้อาจารย์ตัดสินใจบวช?
**พระดา**: สมัยเด็ก อาตมาเป็นคนหัวอ่อน สมถะ ชอบตามเพื่อนๆ ช่วงหนึ่งเคยไปนั่งฟังพ่อทำวัตรเย็น แล้วมีประสบการณ์ที่รู้สึกเหมือนตัวลอยขึ้น ทำให้เกิดความเลื่อมใสในพระศาสนา เริ่มไปวัดเป็นประจำ พ่อแม่ก็พาไปทำบุญตักบาตร จนเมื่ออายุ 13 ปี อาตมาตัดสินใจบวชเป็นสามเณร
เมื่ออายุ 17 ปี พ่อแม่ย้ายจากร้อยเอ็ดมาอยู่ที่อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม อาตมาอยู่บ้านช่วยพ่อแม่ทำงานและอยู่คนเดียว พ่อเคยพยายามให้อาตมาแต่งงาน แต่อาตมารู้สึกว่า ไม่สามารถรับผิดชอบครอบครัวได้ดี จึงปฏิเสธไป พ่อโกรธมากและเราก็ทะเลาะกัน จนอาตมารู้สึกน้อยใจถึงขั้นคิดฆ่าตัวตาย แต่สุดท้ายตัดสินใจว่าการบวชน่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่า จึงบวชเป็นพระในปี พ.ศ. 2514 ในสายธรรมยุต
**วุฒิชัย**: ถ้าอย่างนั้นอาจารย์ก็บวชมา 13 พรรษาแล้วสิ?
**พระดา**: ใช่ ตอนแรกบวชในสายธรรมยุตอยู่ 4 พรรษา จนได้มาพบหลวงพ่อเทียนในปี พ.ศ. 2517-2518 อาตมาเปลี่ยนนิกายมาเป็นมหานิกายเพราะต้องการอยู่ใกล้หลวงพ่อเพื่อศึกษาและปฏิบัติตามท่าน
**วุฒิชัย**: ตอนบวช อาจารย์เรียนไม่สูงสินะครับ?
**พระดา**: อาตมาจบชั้น ป.4 พออ่านออกเขียนได้บ้าง
**วุฒิชัย**: อยากทราบว่าทำไมจึงเปลี่ยนจากธรรมยุตเป็นมหานิกาย?
**พระดา**: อาตมามาปฏิบัติตามแนวของหลวงพ่อ ทำให้รู้จักตัวเองมากขึ้น และมั่นใจว่าแนวทางสายนี้เป็นทางที่แท้จริง ทำให้คลายสงสัยและลดทุกข์ได้ จึงสมัครใจที่จะเดินในเส้นทางนี้ต่อไป อีกเหตุผลหนึ่งคืออาตมาอยากอยู่ใกล้หลวงพ่อเพื่อศึกษาและปฏิบัติตามท่าน จึงเปลี่ยนจากการปฏิบัติแบบ “พุทโธ” มาเป็นการปฏิบัติที่มีการเคลื่อนไหว
**วุฒิชัย**: ก่อนจะเปลี่ยนเป็นมหานิกาย อาจารย์อยู่สายธรรมยุตมา 4 ปีใช่ไหม?
**พระดา**: ใช่ 4 พรรษา
**วุฒิชัย**: ไม่ทราบว่าอาจารย์มีประสบการณ์ทางธรรมยุตอะไรบ้างที่ทำให้อาจารย์รู้สึกว่าไม่เกื้อหนุนจนต้องเปลี่ยนนิกาย?
**พระดา**: ประสบการณ์มีมาก แต่สิ่งที่อาตมามองเห็นชัดที่สุดคือเรื่องความเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งอาตมาคิดว่าเป็นสิ่งงมงาย เป็นวิชาที่ขวางกั้นการบรรลุมรรคผล พุทธบริษัทไม่ควรสนับสนุนสิ่งเหล่านี้ ถือว่าเป็นสีลัพพตปรามาส ซึ่งหลายๆ ท่านยังคงเผยแพร่อย่างต่อเนื่อง เป็นสายใหญ่ที่ผูกพันผู้คนในปัจจุบัน แต่ในแง่ของระเบียบและความประพฤติ สายธรรมยุตมีความสงบเสงี่ยมดีจริง แต่มีการยึดติดในสมมุติ จนทำให้เกิดการแบ่งแยกระหว่างพระธรรมยุตและมหานิกาย บางแห่งมีการโจมตีกันในเรื่องวินัย อาตมาเห็นว่า “การเป็นธรรมยุตหรือมหานิกายเป็นเพียงสมมุติ” การปฏิบัติไม่ได้ขึ้นอยู่กับชื่อหรือนิกาย หากปฏิบัติถูกต้องด้วยสัมมาทิฏฐิ ย่อมพ้นทุกข์ได้
**วุฒิชัย**: ท่านมีอุดมการณ์ในการบวชอย่างไร และมีเป้าหมายจะเผยแพร่สิ่งใดบ้าง?
**พระดา**: การบวชมีจุดมุ่งหมายเพื่อทำที่สุดทุกข์และลดทุกข์ให้น้อยลง อาตมาตั้งใจจะสร้างชุมชนหมู่บ้านพุทธนิคมที่พึ่งตนเอง ขยายขอบเขตให้กว้าง ส่งเสริมการปฏิบัติธรรมและสร้างหมู่บ้านปลอดอบายมุข จุดยืนหลักคือให้ทุกคนสามารถพึ่งพาตนเอง ปกครองตนเองได้ นี่คือจุดประสงค์หรืออุดมการณ์ที่อาตมาถือไว้ในใจ
**วุฒิชัย**: อาจารย์มั่นใจไหมว่าการเจริญสติแบบนี้จะนำมาใช้รับใช้สังคมและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมได้?
**พระดา**: อาตมามั่นใจจริงๆ ว่าการเจริญสติแนวนี้จะช่วยสังคมได้ เพราะการมีความสงบเย็นอยู่ในใจทำให้สามารถเผยแพร่ความสงบนี้ออกไปได้ จะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับผู้ปฏิบัติเอง อาตมาเองได้รับผลจากการปฏิบัตินี้จนสามารถเปลี่ยนความคิดและทัศนคติเดิมๆ ของตนเองได้ (ปฏิวัติตัวเอง) จึงมั่นใจว่าการเจริญสติจะเป็นประโยชน์แก่สังคมและบ้านเมืองอย่างแน่นอน
**วุฒิชัย**: ตอนนี้อาจารย์เป็นเจ้าอาวาสวัดสนามในหรือเปล่าครับ?
**พระดา**: ไม่ได้เป็นเจ้าอาวาส เราปกครองกันแบบสามัคคีธรรม ไม่มีการตั้งเจ้าอาวาส ใช้ชีวิตเรียบง่ายอยู่กันฉันพี่น้อง ทุกอย่างที่ได้รับมาจะนำมากองรวมกัน เน้นการทำงานเพื่อส่วนรวม ไม่มีความเห็นแก่ตัวและเคารพนับถือกันด้วยคุณธรรม พระเณรทุกองค์ปกครองตนเองและช่วยเหลือกัน
**วุฒิชัย**: ก่อนจบการสัมภาษณ์นี้ อาจารย์มีอะไรอยากฝากถึงประชาชนบ้าง?
**พระดา**: ช่วงนี้จะเป็นช่วงเข้าพรรษา หากจะให้การเข้าพรรษามีสาระและเกิดประโยชน์จริงๆ ควรปฏิบัติให้เข้มข้น เจริญสติให้มากขึ้น การเจริญสติจะเป็นสิ่งที่นำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ เช่นการปัดเป่าความทุกข์ สติปัฏฐานนี้จะทำให้เกิดปัญญาที่แท้จริง มาจากจิตสำนึกรู้แจ้งและช่วยเปลี่ยนแปลงความคิดสับสน ปลดความคิดปรุงแต่ง สติที่พัฒนาเต็มที่จะส่องแสงสว่างจากภายในและช่วยดับทุกข์ได้จริง สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ทุกคนควรมี หากเข้าถึงแล้วจะทำให้ไม่ทุกข์ ความรู้เช่นนี้จะหาซื้อไม่ได้ ต้องลงมือปฏิบัติตามแนวทางที่ถูกต้องเองเท่านั้น จึงจะสัมผัสได้และถือเป็นกำไรชีวิตที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา ดังนั้นการเข้าพรรษาและการเจริญสติให้ถึงวิปัสสนาชีวิตนั้นเป็นสิ่งที่ดี
บางคนคิดว่าอยู่ในวัดถึงจะทำได้ แต่จริงๆ แล้ว หากทำใจได้ ที่ไหนก็ปฏิบัติได้ อยู่ที่กาย วาจา ใจเท่านั้น อย่าไปทำอะไรเกินพอดีจนกลายเป็นบาป การปฏิบัติวิปัสสนาไม่ใช่การละเลยหน้าที่หรือปลีกตัวไปอยู่ในถ้ำโดยไม่ทำอะไร พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้เราทำเช่นนั้น
พระพุทธเจ้าทรงสอนให้เรามีสติปัญญามองจิตใจของตนเองในขณะที่ทำหน้าที่การงาน เพื่อให้ใจไม่ต้องทุกข์มาก เมื่อฝึกสติได้แล้ว ก็ควรนำไปใช้เพื่อช่วยเหลือสังคม ช่วยตัวเอง และช่วยงานของโลก ซึ่งจะนำมาซึ่งประโยชน์อย่างมาก
การปฏิบัติธรรมนั้นต้องเริ่มต้นด้วยความตั้งใจจริง ต้องมีศรัทธาและความว่าง่าย ไม่ยึดติดในทิฐิมานะหรือวิธีการใดๆ ไม่ติดตำรา ไม่ยึดความรู้หรือครูอาจารย์เกินไป สำคัญคือให้อยู่ในปัจจุบันขณะ ไม่คิดถึงอดีตหรือนาคต
เมื่อครูอาจารย์บอกสอน เราต้องทำตามทันทีด้วยความตั้งใจ ไม่งมงาย คำสอนนี้ต้องพิสูจน์ได้ด้วยตนเอง หากพิสูจน์ได้ก็ยอมรับ หากไม่ได้ผลก็ปล่อยทิ้ง นี่คือหลักกาลามสูตร ซึ่งให้พิสูจน์ในตนเอง ไม่ต้องไปแสวงหาที่อื่น เพราะธรรมะเป็นสิ่งที่สัมผัสได้ด้วยตนเอง สันทิฏฐิโก ให้ผลจริงและไม่จำกัดกาล เมื่อปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ย่อมรู้เห็นได้เอง เป็นธรรมะที่แท้จริงและคงอยู่ในตัวเราเอง
การปฏิบัติอย่างเคลื่อนไหวไปกับการยืน เดิน นั่ง นอน ไม่ได้เป็นการงมงาย แต่บางคนอาจหลงคิดไปเอง มองเห็นสิ่งต่างๆ ที่เป็นเพียงมายา จึงไม่ควรหลงตัวเองในสิ่งเหล่านี้ หากมีความคิดเช่นนั้นต้องรีบตัดทิ้ง รีบกระตุ้นตัวเองให้กลับมาสู่ความรู้สึกตัวทันที สิ่งลวงทั้งหมดก็จะหายไป
ขอฝากข้อคิดนี้ให้ผู้ที่ยังไม่สนใจการปฏิบัติธรรมได้หันมาสนใจบ้าง และสำหรับผู้ที่สนใจอยู่แล้วก็ขอให้เร่งพัฒนาตนเองยิ่งขึ้น การเจริญสติ การเฝ้ามองตนเองอย่างต่อเนื่อง จะช่วยลดปัญหาในชีวิตและจัดการกับความเครียดได้เป็นอย่างดี เป็นที่พึ่งขั้นสุดท้ายของชีวิตอย่างแน่นอน
อนึ่ง หากประชาชนทั้งหลายหันมามองจิตใจของตนเองบ่อยๆ มีสติเฝ้ามองตัวเองอยู่ตลอด ชีวิตจะหมดทุกข์ได้จริงๆ วันนี้ขอฝากข้อคิดไว้เพียงแค่นี้
**วุฒิชัย**: ขอขอบคุณท่านอาจารย์มาก


ใส่ความเห็น