“…**ให้ว่าทุกชาติ-ทุกภาษา รู้อันเดียวกันหมด
ท่านจึงว่า *‘สภาพ-สภาวะดั้งเดิมนั้นเหมือนกันหมด’
เหมือนกันหมด ไม่ผิดกัน
ธรรมะที่ทำให้พ้นไปจากความทุกข์ ก็เหมือนกันหมด
รู้-ก็ต้องรู้อย่างเดียวกัน ถ้าหากรู้คนละเรื่องกันแล้ว-ไม่ใช่**
ไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า มันเป็นคำสอนของคนอื่นไปเสีย
ถ้าเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า ต้องรู้อย่างเดียวกัน
**ใครจะปฏิบัติอยู่ที่ใดก็ตาม ต้องรู้อย่างเดียวกัน**
รู้ปัญหา-(รู้)ที่แก้ทุกข์ ทุกข์ไม่เกิดขึ้น
ทุกข์เพราะความสงสัย
สงสัยว่าเป็นอย่างนั้น-สงสัยว่าเป็นอย่างนี้ นั่นแหละมันก็ทุกข์
เมื่อผมรู้แล้ว-ผมไม่สงสัย หมดปัญหาเรื่องสงสัยอย่างนี้
เมื่อผมหมดปัญหาเรื่องนี้แล้ว ผมก็เลยเดินไป-เดินมา
ผมก็เลยเกิดรู้-เห็น-เข้าใจความคิดของผม
*เมื่อก่อนผมรู้แต่คิด มันคิดแล้วผมรู้เข้าไปในความคิด
อันนั้นมันเป็นความรู้คิด มันไม่ใช่เห็นคิด
ท่านจึงว่า‘อวิชชา’ ท่านเรียกว่าอย่างนั้น แปลว่าไม่รู้
คำว่า‘อวิชชา’นี้ แปลว่าไม่รู้นี้
‘อะ’แปลว่าไม่ ‘วิชชา’แปลว่ารู้
รู้แล้ว-มันออกจากความคิดไม่เป็น มันไม่รู้จัก
มันก็เลยคิดรู้เรื่องนั้น-เรื่องนี้ไป*
ดังนั้นการศึกษาจากตำรับตำรานั้น มันเป็นทฤษฎี
มันแก้ปัญหาไม่ค่อยตก (แต่มัน)รู้(ไป)กว้างขวางได้
**ตอนที่ปฏิบัตินี้ มันเห็นแล้วมันรู้จัก ความคิดมันหยุดเลย
เมื่อมันหยุดแล้ว มันเลยไม่ถูกปรุงไป
ท่านว่า‘สังขารไม่ถูกปรุง’** ท่านว่าอย่างนั้น
ดังนั้น**เมื่อผมเห็นความคิด-ผมนี้น่ะ
สมมติว่าโทสะ-โมหะ-โลภะ
(สิ่งเหล่า)นี้มันเป็นความทุกข์ ลดละได้-เบาได้จริง ๆ
ทุกคนเป็นเหมือนกันหมด**
พ่อแม่พี่น้องเพื่อนฝูง(ที่)นั่งฟังผมพูดอยู่เดี๋ยวนี้
นี้**ลักษณะสภาพ-สภาวะจิตใจนั้นสบายอยู่ทุกคน
ไม่มีความโกรธ-ไม่มีความโลภ-ไม่มีความหลง อยู่ซือ ๆ
อันลักษณะจิตใจอยู่ซือ ๆ นี้แหละ
ให้เรารู้-ให้เราเห็น-ให้เราเข้าใจ
อันมันอยู่ซือ ๆ นี้ ท่านเรียกว่า‘อุเปกขา-วางเฉย’
มันไม่ยึด-มันไม่ถือ อยู่ซือ ๆ**
*อันที่เรายึด-เราถือนั้น
ผู้ใดว่าอะไรให้เรา เรายึด-เราถือนั้น
เราไม่เห็นจิต-ไม่เห็นใจเรา เราไปดูเขาโน้น-เราไม่ได้ดูใจเรา*
**ทีนี้เราไปพูดไปคุยกับหมู่กับเพื่อน
หมู่เพื่อนว่าอย่างไร เราดูจิตดูใจเราอยู่
อันนี้เป็นลักษณะการปฏิบัติธรรมอย่างง่าย ๆ อย่างลัด ๆ
ไปไหน-มาไหนก็ปฏิบัติได้**
ดังนั้น**เราจะไปอยู่ไหนก็ตามเถิด การปฏิบัติธรรมแบบนี้ไม่ยาก
ไม่ขึ้นอยู่กับตำรับตำราอิหยัง ขึ้นอยู่กับบุคคลผู้กระทำจริง ๆ**
ผมรู้แล้ว ผมก็เลยรับรองว่า‘พระพุทธเจ้าสอนเรื่องนี้’
คำสอนของพระพุทธเจ้าทั้ง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์นั้นก็ตาม
มีมาก มีพระสูตร-มีพระวินัย-มีพระอภิธรรม
อันนั้นก็ถูกอยู่ คำพูด
ถ้าหากพูดอย่างสั้น ๆ-ลัด ๆ อย่างที่ผมได้ปฏิบัติ
ประสบพบเห็นกับตัวเองนี้
ผมว่า **‘ปฏิบัติดูแล้ว ต้องรู้จักตัวของเรานี้แหละก่อน
เมื่อรู้จักตัวของเราแล้ว ก็รู้จักความคิด
เมื่อรู้จักความคิดแล้ว ก็รู้จักต้นเหตุสมุฏฐานของความคิด
เพราะว่าโทสะ-โมหะ-โลภะเกิดขึ้นมานั้น
เพราะเราหลงตัวเรา-ลืมตัวเรา’
ภาษาธรรมะ ท่านเรียกว่า‘โมหะ’
ภาษาพื้นบ้านเรา เรียกว่า‘หลงหรือลืม’
ถ้าหากเราไม่หลง-ไม่ลืมตัวเราแล้ว
ใครจะว่าอย่างไรก็ตามทีล่ะ เรื่องของท่าน-ไม่ใช่เรื่องของเรา**
ดี-ชั่วนั้น มันไม่ได้อยู่กับคำพูดของคน
ดี-เพราะเราทำดี ชั่ว-เพราะเราทำชั่ว
พ่อแม่ครูบาอาจารย์ท่านสอนว่า
‘ทำดีได้ดี-ทำชั่วได้ชั่ว’ ว่าอย่างนั้น
อันนั้นมันเป็นคำพูดซือ ๆ
ตามความเข้าใจของผมนั้น
ทำดี-มันดี เพราะว่าจิตใจมันดี-มันจึงทำดีได้
ทำชั่ว-มันชั่ว เพราะจิตใจมันชั่ว-จึงทำชั่วได้
ดังนั้นคนชั่วนั้นน่ะ ที่จะทำดี-มันจึงเป็นการยาก
ทำดีได้ยาก-คนชั่ว เพราะจิตใจมันชั่ว-จิตใจมันเลวทราม
คนดีทีนี้ ที่ทำชั่วได้ยากเพราะจิตใจมันดี
มันเป็นอย่างนั้นน่ะ
ดังนั้นความทุกข์ข้อแรกที่สุดนั้นคือ
เรียกว่า‘หญ้าปากคอก’ ว่าอย่างนี้ก็ได้
ต้องโทสะ-โมหะ-โลภะ นี่ลดน้อยลงไปทันที
เมื่อโทสะ-โมหะ-โลภะ ลดน้อยเบาบางลงไปแล้ว
เวทนาก็ไม่ทุกข์-มีอยู่ เวทนาก็มีอยู่
สัญญาก็ไม่ทุกข์ สัญญาก็มีอยู่
สังขารก็ไม่ทุกข์ สังขารก็มีอยู่
วิญญาณก็มีอยู่ ‘วิญญาณ’แปลว่ารู้
**รู้อันมันไม่ทุกข์ มันไม่ยึด-มันไม่ถือ** พี่เด๊ะ!
นี่! ผมเข้าใจอย่างนี้…”
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
————————————————————————————————
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
※ อย่าหลงตน-อย่าลืมตัว ※
※ ※
※ อย่าหลงกาย-อย่าลืมใจ ※
※ ※
※ อย่าหลงชีวิต ※
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
รู้สึกตัว…รู้สึกกาย รู้สึกใจ
_/|\_ _/|\_ _/|\_


ใส่ความเห็น