“…พระพุทธเจ้าท่านสอนเอาไว้ว่า
‘ผู้ที่เจริญสตินั้น มีอานิสงส์มาก’ ว่างั้น
ซึ่งเราก็ได้เรียนกันมาแล้ว(ใน)หลักสูตรนักธรรมตรี
ซึ่งก็เป็นธรรมะหมวดต้นเสียอีกด้วยนี่นา
ท่านบอกเอาไว้ว่า ‘ธรรมที่มีอุปการะมาก ๒ อย่าง คือ
๒.) สัมปชัญญะ-ความรู้ตัว’
อัน ‘สติ-ความระลึกได้’ นี้
ครูบาอาจารย์(ของ)เราก็มาสอนกันอยู่ว่า
‘สติ (คือ)ความระลึกได้ก่อนการทำ-การพูด-การคิด’
แล้วท่านก็ว่า
‘สัมปชัญญะ (คือ)ความรู้ตัวในการทำ-การพูด-การคิด’
ท่านว่าอย่างนั้น
แต่มันก็ยังเป็นคำพูดเฉย ๆ
ตัวท่านเองอาจจะยังไม่เคยรู้จักด้วยซ้ำไปก็เป็นได้
หรือท่านจะรู้แล้ว เราก็ไม่อาจรู้จัก
เพราะท่านไม่ได้มาพูดให้ฟัง
มันจึงยังเป็นเพียงวิธีอยู่เฉย ๆ
ส่วนวิธีทำนั้น มันเป็นอย่างไร ?
มันต้องรู้จักวิธีทำ-วิธีปฏิบัติเข้าไปอีกชั้นหนึ่ง
ไม่ใช่ว่าจะให้เรียนมาเพื่อเอาไปพูดได้-พูดเป็นเท่านั้นเฉย ๆ นะ
*การพูดได้นั้น มันยังไม่ได้เอามาปฏิบัติ*
**การปฏิบัติ คือ ต้องเอามาปฏิบัติจริง ๆ
ต้องหล่อหลอมลงไป**
สมมติว่า เหล็กแท่ง
เราจะเอามาทั้งดุ้น เพื่อเป็นมีด-เป็นพร้า
มันจะเอาไปฟันอะไรได้หรือ ?
มันยังเป็นดุ้นอยู่-เป็นก้อนเป็นเหล็กแท่งอยู่ มันไม่ได้
มันต้องเอาไปหล่อ-ไปหลอม
เอาไปทำให้มันเป็นมีด-เป็นพร้า เป็นขวาน เป็นจอบ-เป็นเสียม
จึงจะเอาไปใช้ได้ตามหน้าที่ของมัน
ฉะนั้น การที่เรามาปฏิบัติวิปัสสนานี้
เรามาเจริญสติตามแบบอย่างนี้
มันจึงรู้เข้าไปตามหน้าที่ ตามกฎเกณฑ์ของมัน
ถ้าหากเราไม่รู้จักหน้าที่ของมัน
แล้วเราเอาไป ก็ใช้ผิดเลยทันทีล่ะ
*คำสอนของพระพุทธเจ้านั้นมีประโยชน์
แต่ถ้าใช้ไม่เป็นแล้ว
เอาไปเรียน ไปจดจำทรงจำไว้เฉย ๆ
แล้วเอาไปอวดกัน ยกบาลมบาลี-ศัพท์แสง
(ว่า) ‘คุณเรียนน้อย-ผมเรียนมาก’ แน่ะ !
อวดดีกันแบบนี้ มันไม่ถูก-การไปทำอย่างนั้น*
**คำสอนของพระพุทธเจ้านั้นมีมาก
ถึง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ก็ตาม
มีไว้เพื่อเรียนแล้วจำได้ แล้วเอามาแก้ทุกข์นี้เอง**
มีไว้เพื่อเรียน แล้วเอามาเพื่อละ
ไม่ใช่มีไว้ให้เรียนแล้วเอาไปแสวงหาลาภยศ-หาชื่อเสียง ไม่ใช่
**ท่านให้เรียน ท่านให้จำ
แล้วเอามาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อแก้ทุกข์ ละทุกข์นี้ให้มันได้
เมื่อแก้ทุกข์ ละทุกข์ได้แล้ว
ทำการงาน ซื้อ-ขาย หาอยู่-หากินนั้น…จะไม่มีทุกข์**
ท่านสอนอย่างนั้น
ไม่ใช่ว่าคนรู้ธรรมะแล้ว จะไม่หาเงินหาทอง-ไม่ทำการทำงาน
อันนั้นไม่ถูก อย่าไปเข้าใจไปอย่างนั้น
คำว่า ‘กิเลส’ นั้น
มันไม่ได้หมายถึงเงิน ไม่ได้หมายถึงรถ
ไม่ได้หมายถึงบ้านเรือน ไม่ได้หมายถึงไร่-ถึงนา
‘กิเลส’ ท่านหมายถึงความโกรธ-ความโลภ-ความหลง
ความอิจฉาริษยา เบียดเบียดผู้อื่น
นี่ล่ะกิเลส…”
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
————————————————————————————————
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
※ อย่าหลงตน-อย่าลืมตัว ※
※ ※
※ อย่าหลงกาย-อย่าลืมใจ ※
※ ※
※ อย่าหลงชีวิต ※
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
รู้สึกตัว…รู้สึกกาย รู้สึกใจ
_/|\_ _/|\_ _/|\_


ใส่ความเห็น