“…**ถ้าเราศึกษาให้รู้ว่าศีลเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างหยาบ
สมาธิเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างกลาง
ปัญญาเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างละเอียดจริง ๆ แล้ว
เราก็ไม่ต้องทุกข์ เพราะเราตัดเนื้อร้ายออกไปได้แล้ว
ที่หลวงพ่อพูด ไม่ใช่วิญญาณที่ตายแล้ว
ที่หลวงพ่อพูดนี้ คือวิญญาณที่รู้แจ้ง-เห็นจริงตามความเป็นจริง
ท่านว่า‘สัจธรรมแท้’
‘สัจจะ’แปลว่าของจริง ไม่เปลี่ยนแปลง-ไม่แปรผัน
จะรู้-ก็เป็นอย่างนั้น ไม่รู้-ก็เป็นอย่างนั้น
ทีนี้…รู้-ดีกว่าไม่รู้ เมื่อไม่รู้-เราก็เดินไปทางมืด
มันก็ตกเหว ตกหลุม-ตกคลอง ตกตม-ตกเลน
ถ้าเราเดินไปด้วยความสว่าง เราไม่ต้องตกเหว-ตกคลอง
ไม่ชนหลัก-ชนตอ เดินไปตามถนน-รถก็ไม่ชน
อันนี้เรียกว่า‘คนเดินไปด้วยความระมัดระวัง เดินอย่างผู้รู้จริง-เห็นจริง’
การศึกษาหลักพระพุทธศาสนา
เมื่อศึกษาดีแล้ว เอาไปใช้ทำการงานได้ทุกอย่าง
ไม่มีว่าศึกษาไม่ได้**
ถ้าคนที่ไม่สนใจ ก็ศึกษาไม่ได้
บางคนคิดว่า **คำสอนของพระพุทธเจ้าปฏิบัติตามยาก
เห็นยาก ลึกลับ-ซับซ้อนมาก
ถ้ายาก-ลึกลับซับซ้อนแล้ว จะไปสอนใคร ?
ก็ต้องสอนคนธรรมดานี้เอง ให้คนที่เขาไม่รู้-ได้รู้**
ดังนั้นพวกเราศึกษามามากแล้ว เรื่องหลักพุทธศาสนานั้น
เราจะทำเพียงแต่ให้ทาน รักษาศีลตามธรรมดา
ไปทำกรรมฐานนั่งหลับตานั้น-ดีแล้ว ไม่ใช่ไม่ดี
แต่ทำแค่นั้น ยังไม่พอ
บัดนี้**เราไม่ต้องให้ทานก็ได้ ที่สุดไม่ต้องไปทำกรรมฐานก็ได้
เพียงแต่ดูใจเรา เห็นใจเรานึก-ใจเราคิด**
การพูด-การคิด-การทำ
**การทำนั้น เราก็ต้องเห็นมือเราทำ
พูดออกมา เราก็ต้องเห็นปากเราพูด
เมื่อมันคิดออกมา เราก็เห็นได้
อันนี้เราเรียกว่า ผู้ได้เข้าถึงธรรมคล้ายกับพระพุทธเจ้า**
พระพุทธเจ้าอยู่ที่ไหน ?
พระพุทธเจ้าไม่ใช่รูปกาย…ไม่ใช่เป็นเนื้อ-เป็นหนัง เป็นตัว-เป็นตน
พวกคุณคงได้ศึกษามาแล้ว(ว่า)
**สมัยพระวักกลิไปอยู่กับพระพุทธเจ้า แต่ไม่เห็นพระพุทธเจ้า
เพราะไม่เห็นใจตัวเอง**
คือไม่เห็นเวทนาขันธ์ ไม่เห็นสัญญาขันธ์
ไม่เห็นสังขารขันธ์ ไม่เห็นวิญญาณขันธ์นั่นเอง
เมื่อพระวักกลิไม่เห็นอย่างนั้น พระพุทธเจ้าก็เลยตรัสว่า
‘อัปเปหิ วักกลิหนีไปให้พ้น-วักกลิอย่ามาอยู่ที่นี่ให้เราเห็นหน้า
เพราะว่าเธอจะไม่ได้เห็นพระพุทธเจ้าดอก’
พระพุทธเจ้าเลยชี้ว่า‘เราตายเป็นไหม ตายเป็น-เน่าเหม็นเป็นไหม ?’
(พระวักกลิตอบว่า) ‘เน่าเหม็นเป็น’
‘ถ้าตายเป็น-เน่าเหม็นเป็น เธอจะใกล้ชิดพระพุทธเจ้าไปทำไม ?’
พระวักกลิเกิดมีความสนใจ ‘เอ๊-ที่ตายไม่เป็นอยู่ที่ไหน ?’
คือเวทนาขันธ์-สัญญาขันธ์-สังขารขันธ์-วิญญาณขันธ์นี้
ตายไม่เป็น-ไม่เป็นเลย ถ้าตายแล้ว-ก็หมดลมหายใจเลย
ท่านเรียกว่าหนีไปให้พ้นพระวักกลิ
ไม่ใช่หนีจากอะไร-ที่ไหน ไม่ใช่เดินไป
แต่เป็นการ**หนีจากความคิดปรุงแต่งที่วุ่นวายสับสนนี่แหละ
เราต้องมีปัญญาเข้าไปตัดกระแสมัน**
หลวงพ่อเคยเปรียบให้ฟังอยู่บ่อย ๆ ว่าเหมือนแมวกับหนู
คือหนูมันตัวโต-แมวมันตัวเล็ก ทีแรก
หนูออกมา-แมวไม่เคยกลัวหนู แมวเห็นหนู-มันก็ไล่จับ
แต่หนูมันตัวโตกว่า-แมวมันตัวเล็ก หนูมันก็ลากแมวไป-แมวมันก็ติดหนูไป
เมื่อแมวมันเพลีย-มันก็วางหนู หนูมันก็เลยหนีไป
แต่เราอย่าไปโทษแมว ต้องให้อาหารแมวมาก ๆ
เมื่อได้กินอาหารมา แมวก็ตัวโตขึ้นมา
หนูก็ตัวโต-แข็งแรงเหมือนกัน หนูมันหลบอยู่ที่มืด
เมื่อหนูออกมา แมวมันโดดตะครุบอย่างแรง
พอหนูดิ้น มันก็จับออกมาไว้กลางแจ้ง
พอหนูมันเคลื่อนไหวตัวจะวิ่งหนี แมวมันก็จับปั๊บทันที
ผลที่สุด หนูก็ตาย
**อันตัวจิต-ตัวใจ ที่มันคิดวุ่นวาย-สับสน…ก็เช่นเดียวกัน
ทีแรกมันจะไม่รู้ ถึงรู้-มันก็จะรู้น้อยที่สุด
สมมติมันคิดมา ๑๐๐ ครั้งนะ
พวกเรายังไม่เคยฝึกหัด-มันก็รู้ครั้งเดียว คือมันจะเข้าไปในความคิดเลย
พอดีรู้(ว่า)มันคิดขึ้นมา เราก็เอามือจับที่ไหนก็ได้
จับมือก็ได้-จับหน้าเราก็ได้ พอดีเราจับปั๊บ-มันจะเข้ามาที่ตรงนี้
มันจะวางความคิดทันทีเลย-อันนี้**…”
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
————————————————————————————————
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
※ อย่าหลงตน-อย่าลืมตัว ※
※ ※
※ อย่าหลงกาย-อย่าลืมใจ ※
※ ※
※ อย่าหลงชีวิต ※
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
รู้สึกตัว…รู้สึกกาย รู้สึกใจ
_/|\_ _/|\_ _/|\_


ใส่ความเห็น