“…ดังนั้น **การศึกษาหลักพระพุทธศาสนานี้
ศึกษาน้อย ๆ ดูจิต-ดูใจตัวเอง
แต่อย่าดูแบบ คืออย่าอยากเป็น-อย่าอยากมี…ดูซือ ๆ
มันคิด-ก็รู้ มันไม่คิด-ก็แล้วไป
เมื่อเราเห็นความคิด
นี้แปลว่าเราได้ต้นทางเดินไปหาพระพุทธเจ้า
พระพุทธเจ้าอยู่ที่ใด เราจะรู้-เราจะเห็น
พระพุทธเจ้านั้นไม่มีรูป-ไม่มีร่าง**
เราเคยได้ยิน
เจ้าชายสิทธัตถะกุมารเกิดขึ้นมานั้น เป็นคนธรรมดา
ได้มีลูก-มีเมีย ได้ราหุล
แล้วก็ได้ไปศึกษาอยู่กับอาฬารดาบส-อุทกดาบส
(อยู่กับ) ๒ อาจารย์นี้ จนได้สมาบัติ ๘
อันนั้นไม่ใช่เป็นพระพุทธเจ้าเด๊ ! ไม่ใช่
มันเป็นรูปวัตถุของคนซือ ๆ แต่พระพุทธเจ้าก็มีอยู่ในนั้น
**จนกระทั่งท่านมาบำเพ็ญทางจิตนี่แหละ
ท่านเห็นจิต-เห็นใจ เห็นชีวิตของท่าน
ท่านเลยได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า**
เราเคยได้ยินว่า พระพุทธเจ้าเอาขันไปทวนกระแสของน้ำ
แต่ไม่ใช่น้ำอันนั้น ขันก็หมายถึง‘ขันธ์ ๕’ นี้ก็ได้
จะว่ารูป-เวทนา-สัญญา-สังขาร-วิญญาณนี้ เป็นขันธ์ ๕ ก็ได้
หรือจะว่าขันอันใดก็ได้ละ ทวนกระแสของความคิด
**ทวนกระแสของความคิด
มันคิดแล้วไม่ได้ไหลเข้าไปในความคิด ออกจากความคิดได้
เมื่อออกจากความคิดได้แล้ว ความคิดก็เลยถูกหยุด
เลยไม่ถูกปรุงไป
เมื่อไม่ได้ปรุงไปแล้ว ความคิดมันก็เลยไม่ทุกข์**
มันเป็นอย่างนั้นเอง
ท่านจึงว่า‘ทวนกระแสของน้ำ’
ดังนั้น **การทวนกระแสของความคิด เป็นสิ่งที่ทุกคนทำได้**
เมื่อรู้จักเช่นนี้แล้ว ผมก็เลยรู้จักกิเลส-ตัณหา-อุปาทาน
กิเลสนี้ ‘มันเป็นยางเหนียว’
เอาไปใส่อันใด มันติดหมด-กิเลสนี่
ตัณหา เรียกว่า‘ความอยาก’
อยากได้-อยากดี อยากเป็น-อยากมี
อยาก(ได้)ของสิ่งที่มันไม่มี มันก็ไม่ได้
อยากเป็น เป็นอันใดมันก็ไม่ได้
มันไม่เป็นอะหยัง มันแค่สมมติว่ากันขึ้นมาซือ ๆ
เมื่อรู้จักกิเลส-รู้จักตัณหาแล้ว อุปาทานก็เลยไม่เข้าไปยึด
กรรมก็เรียกว่าไม่ทุกข์ ก็เรียกว่าเสวยไม่ทุกข์
ให้ว่าอย่างนั้นก็ได้
**ถ้าหากว่าคนเราไม่มีอุปาทานแล้ว ไม่ทุกข์
ถ้าหากคนเรามีอุปาทานเมื่อใด ก็ทุกข์เมื่อนั้น**…”
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
————————————————————————————————
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
※ อย่าหลงตน-อย่าลืมตัว ※
※ ※
※ อย่าหลงกาย-อย่าลืมใจ ※
※ ※
※ อย่าหลงชีวิต ※
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
รู้สึกตัว…รู้สึกกาย รู้สึกใจ
_/|\_ _/|\_ _/|\_


ใส่ความเห็น