นับตั้งแต่สมัยพุทธกาลมาแล้ว
พระพุทธองค์ได้ทรงประกาศสอนการเจริญสติปัฏฐานทั้งสี่
ท่ามกลางบรรยากาศของอุปนิษัทหรือของพราหมณ์
วัฒนธรรมของการเจริญสตินั้นเกิดภายใต้ต้นโพธิ์
ตอนที่พระพุทธเจ้าออกผนวช
ท่านเรียนกับอุททกดาบสและอาฬารดาบส
เรียนทำสมถะขั้นสูงในสมัยนั้น
อุททกดาบส และ อาฬารดาบส
เป็นที่ยอมรับของมหาชนชาวอินเดียสมัยนั้นว่าเป็นเลิศ
เมื่อไปเรียนจนถึงที่สุดแล้วท่านก็พบว่า
ฌานเช่นนั้นยังอาพาตได้
คือต้อง ปรุงแต่ง ต้องทำสมถะอยู่เรื่อยๆ
พระพุทธเจ้าทรงตระหนักว่า
ไม่ใช่อิสรภาพโดยสิ้นเชิง พระองค์จึงบอกลา
เกิดคำถามที่ผุดขึ้นในใจเราว่า
ถ้าทำสมถะจนถึงเจริญฌานไปจนถึงที่สุดจริงแล้ว
ทำไมพระพุทธเจ้าจึงบอกเลิก
ทำไมไม่ทำต่อไปให้จนถึงที่สุดในสายนั้น
วันที่พระพุทธเจ้าฉันข้าวมธุปายาสของนางสุชาดา
แล้วลอยถาด เสี่ยงพระบารมีอธิษฐานนั้น
ถาดไหลทวนกระแสสู่ใต้กำเนิดน้ำ
และจมลงสู่นาคบาดาลพิภพ
เป็นรหัสบุคคลาธิษฐานของการภาวนาว่า
ต้องทวนเข้าสู่ต้นน้ำ หรือสมมุฏิฐานของความคิด
ความคิดออกมาจากที่ไหน ก็รู้ไปที่นั่น
ลำธารนั้นไม่ใช่แม่น้ำเนรัญชรา
แต่คือกระแสธารของอารมณ์
พระองค์ทรงข้ามแม่น้ำเนรัญชรา
และไปนั่งใต้ต้นโพธิ์ภายในคืนนั้นนั่นเอง
พระพุทธเจ้าของเราได้อุบัติขึ้นในช่วงเช้าตรู่
โดยการทวนกระแสอารมณ์จนถึงที่สุดของอารมณ์ภาวนา
ซึ่งผิดแผกแตกต่างจากกรรมวิธีอื่นที่เพ่งอารมณ์เป็นใหญ่
อันนำจิตข้ามสู่ภพต่างๆ ไม่การสิ้นภพสิ้นชาติ
แต่ติดอยู่ในภพอันละเอียด
ดังสองดาบส คือ อุททกดาบส และอาฬารดาบส เป็นอาทิ
หลวงพ่อจะพูดอยู่เสมอว่า
อย่าเข้าไปในกระแสหรือห่วงโซ่ความคิด
อย่าหยุดความคิด แต่ให้ดูความคิด
เมื่อรู้สึกตัวแล้ว ก็จะไปที่จุดนั้นโดยไม่มีใครห้ามได้

(คัดลอกบางตอนมาจาก : “ปรีชาญาณของผู้ไม่รู้หนังสือ หลวงพ่อเทียนที่ข้าพเจ้ารู้จัก”
โดย เขมานันทะ, พิมพ์ครั้งที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๕๐ โดย สำนักพิมพ์อมรินทร์, หน้า ๑๘-๑๙)

ใส่ความเห็น