
อย่าเพิ่งรีบดูจิต ถ้ายังไม่รู้จักความรู้สึกตัว
ทุกวันนี้ เราแทบจะพกสิ่งดึงจิตติดตัวตลอดเวลา
แค่มือถืออยู่ในมือ ใจก็พร้อมจะหลุดออกจากปัจจุบันทันที
จึงไม่แปลกเลยที่หลายคน ตั้งใจปฏิบัติ มีศรัทธา แต่สติก้าวหน้าได้ช้า
ไม่ใช่เพราะทำไม่ได้ แต่เพราะสิ่งเร้ารอบตัวมันดึงใจออกไปทั้งวันโดยไม่รู้ตัว
ถ้าอยากให้สติมีกำลังจริง จุดเริ่มต้นไม่ใช่เทคนิค
แต่คือความรักในการรู้สึกตัว
รักแบบเดียวกับที่เราเคยรักใครสักคน
อยากอยู่ใกล้ อยากใส่ใจ อยากกลับมาอยู่ด้วยเสมอ
เอาความรักแบบนั้น มาวางไว้ข้างความรู้สึกตัว
ความเพียรที่ถูกทาง ไม่ใช่การฝืนทำให้มาก
แต่เป็นความเพียรอย่างมีระบบ
เริ่มจากระวังสิ่งที่จะทำให้เผลอ
เผลอแล้วรู้ตัวและดึงกลับมาทันที
ฝึกให้ตัวรู้กลับมาได้ไว
และดูแลความรู้สึกตัวให้ชัดทั่วทั้งกายอยู่เสมอ
สติเหมือนเตาไฟ
ถ้าไม่คอยดู ไม่คอยเติม ไฟก็ดับ
ถ้าไม่ทำให้สติสดใหม่ สุดท้ายมันก็หนืด แล้วหลงยาวโดยไม่รู้ตัว
อีกเรื่องที่สำคัญมากคือการบริหารอิริยาบถ
ไม่ใช่นั่งท่าเดียวจนปวดแล้วค่อยขยับเพราะทนไม่ไหว
แต่เปลี่ยนด้วยความรู้สึกตัว
เห็นเวทนาค่อย ๆ เพิ่มขึ้น ค่อย ๆ คลายลง
พอเห็นชัด การเคลื่อนไหวธรรมดา ๆ จะกลายเป็นการภาวนา
สติ สมาธิ และปัญญา เกิดไปพร้อมกัน
เมื่อรูปนามเริ่มปรากฏ เราจะเห็นชัดว่า
กายเป็นทุกข์ได้ตามธรรมชาติ
แต่ใจไม่จำเป็นต้องทุกข์ตาม
ขาปวดก็คือขาปวด ไม่จำเป็นต้องเติมว่าเราปวด
ตรงนี้เองที่การแยกรูปแยกนามเริ่มทำงาน
และอุปาทานก็ค่อย ๆ เบาลง
ความคิดเองก็มีหลายแบบ
บางความคิดแค่แว่บมาแล้วก็ไป
บางความคิดเป็นการคิดอย่างรู้ตัวเพื่อทำหน้าที่
และบางความคิดปรุงยาว จนกลายเป็นเหตุแห่งความทุกข์
ถ้าสติพลาดเมื่อไร ความคิดที่ควรผ่าน ก็จะกลายเป็นสังขารทันที
เหมือนแมลงวันเกาะเนื้อ เกาะนานเข้า ปัญหาก็ตามมาเอง
เพราะอย่างนี้ ท่านจึงเตือนชัด
อย่าเพิ่งรีบดูจิต ถ้ายังดูกายและเวทนาไม่เป็น
จิตมันไว เผลอทีเดียวไปไกล
แนวทางนี้จึงให้กลับมาอยู่กับความรู้สึกตัวก่อน
รู้กาย เห็นเวทนา แล้วจิตจะค่อย ๆ เปิดเผยตัวมันเอง
เราทุกคนไม่ได้ขาดความสามารถ
แค่ยังขาดความละเอียด และความจริงจังในการฝึกเท่านั้น
วันนี้
คุณได้ให้เวลาตัวเองกลับมารีเซ็ตสติบ้างหรือยัง
CR. พระอาจารย์มหาดิเรก พุทธยานันโท

ใส่ความเห็น