รู้สึกกาย รู้สึกใจ 11 พฤศจิกายน 2022

“…อาการเกิดดับของนามรูป ไม่เหมือนอาการเกิดดับของรูป-นาม

คือ**อาการเกิดดับของนามรูปนั้น ดับครั้งเดียว

เป็นการดับวูบลงทางจิต-ทางใจ และจืดจางไปทั้งตัว**

อุปมาเหมือนสำลีที่เปียกชุ่มน้ำอยู่ แล้วเราไปหยิบสำลีขึ้นจากน้ำ

แล้วบีบเอาน้ำออกจากสำลีให้หมดเพียงครั้งเดียว เสร็จสิ้นแล้ว

หรืออาจอุปมาเหมือนน้ำสีที่เต็มกระป๋อง และไม่มีคุณภาพเพราะเสื่อมเสียแล้ว

แม้เอาผ้าลงไปย้อมสี-จะไม่ติดเนื้อผ้า ฉันใด-ก็ฉันนั้น

**อาการเกิดดับที่วูบลงด้วยญาณของการเจริญสติ-เจริญปัญญาแบบการเคลื่อนไหว

และจับความรู้สึกให้มีสติ รู้สึกตัวทั่วพร้อมอยู่ตลอดเวลา

ตามที่พระพุทธเจ้าค้นพบและนำมาสอนนี้ มีผลทางจิตใจได้จริง ๆ

สามารถทำให้เข้าสู่ที่สุดของทุกข์ได้จริง ๆ

และจะประจักษ์ได้ก็ด้วยการเข้าไปเห็น-เข้าไปรู้ หรือสัมผัสได้ด้วยตนเองจริง ๆ

อาการเช่นนี้จะรู้ล่วงหน้าไม่ได้ จะคาดคิดเอาเองก็ไม่ได้

ต้องปฏิบัติให้มันเป็นเองก่อน จึงจะเห็นแจ้งได้เอง

จะรู้เอง-เห็นเอง เข้าใจเองได้ด้วยตนเองจริง ๆ

การรู้การเกิดดับได้เช่นนี้ มีอานิสงส์มากเหลือเกิน

การพยายามเจริญสติ-เจริญปัญญา เอาจิตดูจิต-หรือเอาสติดูจิตใจนี้

เมื่อสมบูรณ์แล้ว จะเป็นของมันเอง-จิตใจจะเปลี่ยนของมันเอง**

การปฏิบัติขั้นรู้รูป-นามนั้น ใช้เวลาภายใน ๑ วัน ถึง ๙๐ วัน

ขั้นปรมัตถ์ ลดละโทสะ-โมหะ-โลภะใช้เวลาภายใน ๑ ปี ถึง ๓ ปี

ขั้นรู้อาการเกิดดับ ๓ ปี ถึง ๖ ปี

**ถ้าปฏิบัติจริงจังต่อเนื่องกัน ข้าพเจ้ารับรองว่าต้องได้ผลทุกคน**

ด้านอานิสงส์จะเป็นเช่นไรนั้น อยากจะกล่าวว่า

*‘คนผู้เกิดมา ๑๐๐ ปี ถ้าหากไม่รู้-ไม่เห็น-ไม่เข้าใจเรื่องนี้

ต้องนับว่าชีวิตของบุคคลผู้นั้นเป็นหมัน*

**บุคคลผู้เกิดมาเพียงวันเดียว หากรู้-เห็น-เข้าใจการเกิดดับของชีวิตจริง ๆ

ต้องนับว่าดีกว่าผู้เป็นอยู่ มีอายุถึง ๑๐๐ ปีนั้นเสียอีก**

*สงฆ์ผู้บวชมา ๑๐๐ พรรษา หากไม่รู้เห็นเรื่องนี้

ไม่เข้าใจการเกิดดับของชีวิตได้อย่างถูกต้อง

ตรงกับความจริงโดยประจักษ์ด้วยจิตใจของตนเองแล้ว

ต้องถือว่า การบวชของบุคคลผู้นั้นเป็นโมฆะ

และเขาผู้นั้นต้องกลายเป็นโมฆะบุคคลไปเสีย*

ตรงกันข้าม ผู้รู้กล่าวไว้ว่า

**‘ผู้บวช-แม้เพียงวันเดียว หากรู้-หากเข้าใจเรื่องการเกิดดับของชีวิตได้จริง

และถูกตรง เพราะประจักษ์ได้ด้วยจิตของตนเอง

ท่านว่าน่าชม-น่าสรรเสริญ

และชีวิตมีค่า-มีความหมายกว่าสงฆ์ผู้บวชมา ๑๐๐ พรรษาเสียอีก’**

คำกล่าวนี้มีเป็นหลักฐานอยู่ใน(บทสวด)ทำวัตรเช้า-เย็น ดังที่เราทั้งหลายรู้ ๆ กันอยู่

**ข้อสำคัญคือ ต้องลงมือปฏิบัติให้รู้เอง-เห็นเอง-ประจักษ์เองจริง ๆ

กล่าวคือ ข้าพเจ้าขอชี้ชวน-และขอยืนยันให้ลองเจริญสติ

ตามวิธีที่พระพุทธเจ้าได้กล่าวไว้-ได้ชี้แนะไว้อย่างจริงจังและต่อเนื่องดู

การเจริญสติตามวิธีนี้ เมื่อสมบูรณ์แล้ว-จะเกิดญาณปัญญา**

ความรู้เรื่องอริยสัจจ์นั้น-สัจจะทางปัญญา

ต้องมีอารมณ์อย่างนี้ คือรู้รูป-รู้นาม รู้รูปทำ-รู้นามทำ

รู้รูปโรค-รู้นามโรค กล่าวคือโรคมี ๒ อย่าง

คือมีโรคทางกาย หรือทางเนื้อหนัง

ซึ่งการรักษา จะทำได้ก็โดยไปหาหมอที่โรงพยาบาล

หมอที่มีความรู้-ความชำนาญ จะวินิจฉัยโรค-และให้ยา

โรคบางอย่างก็อาจหายได้ทันที และบางอย่างอาจต้องใช้ระยะเวลานาน

และบางอย่างก็ไม่มียาใดรักษาให้หายขาดได้

ส่วนโรคอีกชนิดหนึ่งคือโรคทางจิตวิญญาณ เช่น *โทสะ-โมหะ-โลภะ

เหล่านี้ถือเป็นโรคทางจิตวิญญาณทั้งสิ้น*

**การรักษา-ต้องเจริญสติ เมื่อเจริญสติได้ระดับพอดี

จะเกิดญาณปัญญาจนเกิดการรู้แจ้ง-รู้จริง

เป็นการรู้ที่เกิดจากตนรู้เอง หรือเรียกว่า‘เป็นการตรัสรู้’

ไม่ใช่รู้แบบที่จำมาจากตำรา หากแต่เป็นความรู้ที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติจริง ๆ

และการรู้เช่นนี้ จะเป็นการรู้อนิจจัง-การรู้ทุกข์-รู้อนัตตา

แล้วจะเป็นรู้สมมติทุกอย่างจนครบ-จบถ้วน

การรู้ได้เช่นนี้ หรือได้บรรลุภาวะเช่นนี้เท่านั้น

จึงเรียกได้ว่า‘เป็นมนุษย์ใจสูง’ ซึ่งตรงกันข้ามกับเมื่อยังไม่รู้เช่นนี้

เพราะจิตใจอาจยังต่ำอยู่**

การรู้ศาสนา หรือรู้พุทธศาสนา

ก็เป็นเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจใหม่ให้ถูกต้อง ให้ตรงกับความเป็นจริง

คำว่า‘ศาสนา’ แปลว่าคำสั่งสอนของท่านผู้รู้

ใครรู้เรื่องอะไร ก็ต้องนำเอาเรื่องนั้นมาสอน-แปลกันเช่นนี้

เรื่องของศาสนาจึงมีมาก เช่น ศาสนาผี-ศาสนาพราหมณ์

ศาสนาเทวดา และพุทธศาสนา

เราควรทำความเข้าใจเรื่องนี้ให้ดี จะได้ไม่เหลวไหลไร้สาระ-และไม่ผิดพลาด

อันที่จริงแล้ว ตัวศาสนาจริง ๆ นั้น

ก็คือตัวคนทุกคนนี่เอง คนเรานี่แหละเป็นตัวศาสนา

ในความเห็นของข้าพเจ้า จากที่ข้าพเจ้ารู้ขึ้นมาก็คือ

‘ศาสนา’ต้องแปลว่าที่พึ่งได้ กำจัดทุกข์ได้จริง ๆ

‘พุทธศาสนา’ ก็คือตัวสติ-ตัวสมาธิ-และตัวปัญญานี้เอง

‘พุทธะ’ แปลว่าผู้รู้-ผู้ตื่น-ผู้เบิกบานด้วยธรรม

**การเจริญสติอันเป็นฐานของการเจริญสมาธิ-เจริญปัญญา

จะทำให้ธาตุพุทธะในตัวเราแตกตัวและเบ่งบาน

พุทธะหรือโพธิจิตนี้ เมื่อได้รับการกระตุ้นระดับหนึ่ง

จะตื่นขึ้นและผลิบาน เช่นนี้จึงเรียกว่า‘ผู้รู้-ผู้ตื่น-ผู้เบิกบาน’

ซึ่งมนุษย์ทุกคนไปถึงได้**

เรื่องบุญ-เรื่องบาป ก็เช่นกัน

เป็นเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจให้ถ่องแท้

อันว่าบาปก็คือโง่-หรือมืดนั่นเอง อันเป็นเหตุให้เขาหลอกลวงเอาได้

ภาษาหนังสือที่เขาเขียนไว้ขลัง ๆ หน่อย เขาเรียกว่า‘อวิชชา’

หรือภาษาไทยนำมาแปลว่า‘ความไม่รู้’

ฉะนั้น-*บาปก็คือความไม่รู้นั่นเอง* และอนุมานได้ว่า

*เมื่อใดที่เรายังถูกครอบงำอยู่ในความไม่รู้ เมื่อนั้นชื่อได้ว่ามีบาปอยู่*

ตรงกันข้าม…**บุญกุศล-ซึ่งหมายถึงความฉลาด และคือความรู้แจ้ง-รู้จริงนี่เอง

และไม่ใช่รู้วิชา(ใน)ตำรับ-ตำรา ที่เพียงไปจดจำมาเท่านั้น

การรู้เช่นนั้นย่อมมีประโยชน์เพื่องาน-อาชีพ

แต่ประโยชน์ที่ใหญ่หลวงกว่า…คือการตรัสรู้ รู้แจ้ง-รู้จริง

และถือเป็นบุญ-เป็นกุศลที่แท้จริง

การรู้เช่นนี้ จึงเรียกได้ว่า’ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนได้แท้จริง-กำจัดทุกข์ได้จริง’

การตรัสรู้ คือการรู้ความจริงที่เป็นประโยชน์กับชีวิต

โดยไม่ต้องข้องแวะกับความรู้อันไร้สาระ-ไร้ประโยชน์

การตรัสรู้-คือรู้เพื่อการพ้นทุกข์ โดยไม่ต้องไปพึ่งผี-พึ่งเทวดา

หรือดูฤกษ์งาม-ยามดีอะไรที่ไหนเลย**

ในด้านการปฏิบัตินั้น เมื่อจบอารมณ์เรื่องรู้รูป-รู้นามแล้ว

ผู้ปฏิบัติต้องบำเพ็ญเพียร ปฏิบัติให้ติดต่อกันเหมือนลูกโซ่-ไม่ขาดวันเวลา

ก็จะเกิดความรู้ขึ้นมาได้ภายในไม่เกิน ๓๐ วัน

ความทุกข์อันเกิดจากการสงสัยเรื่องรูป-เรื่องนาม

เรื่องสมมติ เรื่องศาสนา เรื่องบุญ-เรื่องบาป

จะหมดไปอย่างน้อย ๖๐%

**เรื่องการปฏิบัติเพื่อพ้นทุกข์-เพื่อการสิ้นสงสัยนี้

หากทำให้ถูก-ให้ตรงแล้ว ไม่จำเป็นต้องสิ้นเปลืองเงินทอง

ให้สูญเปล่าไปอย่างมากมายแต่ประการใด

และไม่จำเป็นต้องทำของง่ายให้เป็นของยาก

ไม่จำเป็นต้องทำของสบายให้เป็นของยุ่ง-ของวุ่นวาย อย่างที่เห็น-ที่เป็นอยู่เลย

การเจริญสติ-เจริญปัญญานี้ เป็นการปฏิบัติทางจิต-ทางใจ**…”

หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

————————————————————————————————

※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※

※ อย่าหลงตน-อย่าลืมตัว ※

※ ※

※ อย่าหลงกาย-อย่าลืมใจ ※

※ ※

※ อย่าหลงชีวิต ※

※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※

รู้สึกตัว…รู้สึกกาย รู้สึกใจ

_/|\_ _/|\_ _/|\_

ไม่มีคำอธิบายรูปภาพ


Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *