-※ สูตรสำเร็จอึดใจเดียว ๑ (๔/๖) ※-
“…ผมเดินกลับไป-กลับมาอยู่บ่ทันนาน
เห็นขึ้นมาอีกตื่ม สูตร ๆ หนึ่ง
บัดนี้สูตรนี้ว่า กิเลส-ตัณหา-อุปทาน-กรรม
สูตรนี้ โอ…พอรู้จักอันนี้-ก็รู้จักศีลโลด
ศีลเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างหยาบ
สมาธิเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างกลาง
ปัญญาเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างละเอียด..ว่าซั่น-ตำราเพิ่นว่า
แต่ในขณะของผมรู้จักนั้น ศีลขันธ์-สมาธิขันธ์-ปัญญาขันธ์
ขันแปลว่าถี่ ถ้าขันดี-ตักน้ำไปก็ได้กิน
ถ้าขันแตก…ตักน้ำไป-ก็บ่ได้กิน มันฮั่วทิ่ม(รั่วทิ้ง)หมดเด๊ครับ
ถ้าขันดี ตักข้าวใส่บาตรให้พระ-ก็น่ากิน
ถ้าขันสกปรก ตักข้าวใส่บาตรพระ-ก็บ่น่ากิน
แน่ะ…เพิ่นว่า จึงว่าให้รู้จักหน้าที่
ผมก็เลยรู้จักว่ามีศีล
**‘ศีล’ แปลว่าปกติกาย-ปกติวาจา-ปกติใจนี้
ถ้าหากบ่มีปกติแล้ว-บ่มีศีล** ว่าซั่น
สูตรของผมเรียนมา-ได้ปฏิบัติมา ได้รู้-ได้เข้าใจมาจังซี่
สูตร ๆ เหล่านี้
บ่ต้องไปขึ้นอยู่กับพระไตรปิฎก(ที่เป็น)ตัวหนังสือ
สูตร ๆ นี้ มันขึ้นอยู่กับพระไตรปิฎก คือขึ้นอยู่กับที่ผมว่าเมื่อกี้
พระสูตร-คือได้แก่ร่างกาย พระวินัย-ได้แก่คำพูด
พระอภิธรรม-ได้แก่จิตแก่ใจมันนึกมันคิด
นี่ ๓ ปิฎกนี่เรียนลัด ๆ **สูตรนี้ตรงที่สุด**
มันเหมือนกันกับที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า
‘สัตว์ทั้งหลายคือเราตถาคต
สัตว์ทั้งหลายเหมือนเราตถาคต สัตว์ทั้งหลายเป็นตถาคต
บ่แม่นเป็นพระพุทธเจ้า เฮาต้องทำตามพระพุทธเจ้าเพิ่นว่า
‘พุทธานุพุทธัง สะมะสีละทิฏฐิง
**ผู้ตรัสรู้ตามพระพุทธเจ้า มีศีลและทิฏฐิเสมอกัน’
เฮารู้ตาม-เห็นตามพระพุทธเจ้า จึงว่าบ่ผิดกันกับพระพุทธเจ้า
ละเลิกความชั่วได้แท้ ๆ นี่** เพิ่นว่าจังซั่น
บัดนี้ข้อสุดท้ายนี้ **พระพุทธเจ้าเพิ่นตรัสว่า
‘สัตว์ทั้งหลาย เราผู้เป็นตถาคตนี้ไปถึงแล้วแห่งนั้น
แล้วจึงนำมาสอนพวกเธอทั้งหลาย
ให้พวกเธอทั้งหลายจงประพฤติ-ปฏิบัติตามอย่างเราตถาคตนี้
ก็จะรู้-จะเห็น-จะเป็น-จะมีอย่างเราตถาคตนี้’
นี่…รู้-เห็น-เป็น-มีเหมือนกันกับพระพุทธเจ้า
จึงว่าสูตรเหล่านี้
เฮาต้องปฏิบัติธรรมให้มันแสดง(ตัว)มันขึ้นมาเอง
ยืนมั่นคงถาวร ไม่เปลี่ยนแปลง-ไม่แปรผัน
มันเป็นจังซั่น** จึงว่าเรื่องนี้พวกเฮา
*การให้ทาน-รักษาศีล-กินเจนั้นดีแล้ว แต่เฮายังใจมืดอยู่*
**เมื่อรู้จักจังซี่แล้ว เห็นพระพุทธเจ้าโลดบัดเดียว
เห็นพระธรรม-เห็นพระสงฆ์ เห็นจริง ๆ**
บ่แม่นสิเอาเรื่องของบ่จริงมาเว้า
คนทุกคนต้องเป็นพระพุทธเจ้าได้ เพิ่นว่าไว้
และคนทุกคนต้องเป็นพระธรรมได้
คนทุกคนต้องเป็นพระสงฆ์ได้
เรียนพระไตรปิฎกจนจบประโยค ๙ พู้น เพิ่นเอิ้น‘บัณฑิต’
เรียนทางโลกได้ปริญญาเอก
เพิ่นก็เอิ้น‘บัณฑิต-เป็นนักปราชญ์’
แล้วหลวงพ่อเคยถามคนมาหลายคนแล้ว(ว่า)
คำว่า‘คน’นี้ ผู้ใดให้ชื่อเสียงเรียงนามมา ?
(พวกเขาตอบว่า)‘โอ้ย-เขาเว้ากันมาแต่ดึกดำบรรพ์พู่น’
แสดงว่าคนเหล่านั้นยังบ่เข้าใจสูตรเหล่านี้ แต่เข้าใจทางโลก
คำว่า‘คน’-คนนี้ หมายถึงผู้เป็นอริยบุคคล
เลือกคัดจัดหา แก้ปัญหาตัวเองได้-แก้ปัญหาสังคมได้
จึงว่าเป็นคน-จึงเป็นพระอริยบุคคล แน่ะเพิ่นว่าจังซั่น
คำว่า‘คน-คนนี้’ เกิดมาแข้งขา-หน้าตา มือ-เท้าเป็นคนก็จริง
แต่*ใจยังบ่สว่าง-ยังไม่ใช่คน ยังเป็นผี-เป็นเปรต-เป็นมาร
เป็นไปร้อยอันพันอย่าง เป็นสัตว์นรก-เป็นสัตว์เดรัจฉานนี่
เฮาอย่าเข้าใจว่า สัตว์นรกนั้นอยู่ไกลเกินไป*
‘สัตว์นรก’ คือมันร้อนอก-ร้อนใจ
‘สัตว์เดรัจฉาน’ คือมันทำการ-ทำงาน…บ่ฮู้จักอาย
สัตว์เดรัจฉานมันบ่ฮู้จักอาย
เฮาเบิ่งโตหมา-โตหมู-โตเป็ด-โตไก่ มันอยากขี้ไส-มันก็ขี้
*คนเรานั้น ถ้าอยากเว้ายังไง-ก็เว้าไปโดยบ่ฮู้จักเหตุจักผล
ก็คล้าย ๆ คือกัน(กับสัตว์)*
ท่านจึงว่าเป็นพระวินัย ให้มีวินัยครอบใส่ปากเฮานี้ไว้
ควรว่า-ก็ว่า บ่ควรว่า-ก็บ่ว่า
พระอภิธรรม-*ใจมันสั่งให้ทำ บางทีสั่งผิดก็ได้-สั่งถูกก็ได้
อันนั้นเป็นความรู้ มันเป็นความคิด*
จึงว่า‘สติ-ความระลึกได้’ **มันคิด-ให้ฮู้จักทันที**
**พอดีมันคิดปุ๊บ-เห็นปั๊บ…หยุดได้ เพิ่นว่า‘ความรู้สึกตัว’**
เฮาเอิ้นว่า‘รู้สึกตัว’ เฮาบ่ได้ว่าภาษาบาลีในประเทศอินเดีย
**ให้มันรู้สึกตัว-ตื่นตัว ให้มันรู้สึกใจ-ตื่นใจ
ให้มันรู้สึก อย่าหลงตน-อย่าลืมตัว อย่าหลงกาย-อย่าลืมใจ
นี้เป็นวิธีปฏิบัติง่าย ๆ เป็นวิธีปฏิบัติลัด ๆ
ปฏิบัติไปกับการ-กับงานทุกประเภท**…”
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
————————————————————————————————
‘สูตรสำเร็จอึดใจเดียว ๑-๔’
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ พูดไว้
ณ สำนักปฏิบัติธรรมทับมิ่งขวัญ อ.เมือง จ.เลย
ก่อนท่านจะมรณภาพประมาณเดือนเศษ
โดยท่านตั้งใจที่จะพูดฝากไว้สำหรับผู้ที่สนใจ
จะได้นำไปใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติ
อันเป็นทางนำไปสู่การพ้นทุกข์ด้วยตนเอง
‘สูตรสำเร็จ’นี้ เป็นวิธีลัดสั้นและตรงที่สุด
ท่านจึงได้ให้ชื่อว่า‘สูตรสำเร็จอึดใจเดียว’
————————————————————————————————
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
※ อย่าหลงตน-อย่าลืมตัว ※
※ ※
※ อย่าหลงกาย-อย่าลืมใจ ※
※ ※
※ อย่าหลงชีวิต ※
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
รู้สึกตัว…รู้สึกกาย รู้สึกใจ
_/|\_ _/|\_ _/|\_


ใส่ความเห็น