“…อันการทำการ-ทำงาน มีเงิน-มีทอง มีรถ-มีเกวียนนั้น
ทำไปด้วยความขยันขันแข็ง รู้จักเก็บน้อย-ผสมให้มาก
ถือว่าเป็นการทำการ-ทำงานตามหน้าที่ มีไปตามหน้าที่
‘ถ้าเก็บบาทหนึ่งไม่เป็น
เก็บ ๑๐ บาท-ซาวบาท(๒๐ บาท) ก็เก็บไม่เป็น
ถ้าเก็บบาทหนึ่งเป็น มี ๑๐-มี ๑๐๐ ก็เก็บเป็น’
ท่านสอนอย่างนั้น
สอนให้คนทุกคนทำการ-ทำงานตามหน้าที่
พ่อ-แม่ทำการ-ทำงานตามหน้าที่
ลูกทำการ-ทำงานตามหน้าที่
จะยกตัวอย่างไปไกลก็ว่า
ครูต้องทำงาน-ทำการตามหน้าที่ของครู
นักเรียนก็ทำงาน-ทำการตามหน้าที่ของนักเรียน
ตำรวจทำงาน-ทำการตามหน้าที่ของตำรวจ
ทหารทำงาน-ทำการตามหน้าที่ของทหาร
ข้าราชการและทุกคนก็เหมือนกัน
เมื่อทำงาน-ทำการตามหน้าที่ของตน ๆ แล้ว
อันนี้แหละท่านว่า
‘บ้านเมืองสงบเย็น อยู่โดยปราศจากความทุกข์’
เรายินดีการงานของเรานี้ อย่าไปยินดีการงานของผู้อื่น
ท่านว่า**‘ทำงานเพื่องาน ไม่ใช่ทำงานเพื่อเอา
ทำงานตามหน้าที่’**
เรื่องนี้คนเราไม่เข้าใจไปอย่างนั้น
ทำงานอันใดก็มีแต่อยากได้-อยากเอา
ถ้าเป็นอย่างนี้ มันก็เป็นการทำงานเพื่อกิเลสล่ะสิ
กิเลสนั้นมันอยากได้-อยากเอา มันบังคับนะนั่น
มีความทุกข์แล้ว เพราะถูกกิเลสบังคับ
ทีนี้เมื่อเราตั้งโครงการไว้แล้วว่า เราจะทำอันนี้
พอมันไม่ได้-มันไม่สมหวัง มันก็เป็นทุกข์
นี้เพราะไม่ได้ทำงานตามหน้าที่ ไม่รู้จักว่าทำงานเพื่องาน
ฉะนั้นเราอย่าไปคิดอย่างนั้น ให้เราทำไปตามหน้าที่
สมมติว่าเรามาอยู่ที่นี้
เรามาเจริญวิปัสสนา เราต้องเจริญ
รู้-ไม่รู้…ไม่รู้จักล่ะ ท่านบอกแล้วก็ต้องฟัง
ท่านบอกว่าเดินจงกรม ก็ต้องเดินจงกรม
เดินจงกรมเพื่อสร้างสติ
**ให้ทำความรู้สึกน้อย ๆ นี้ ให้มีขึ้นมา
มันเคลื่อน-มันไหว
พลิกมือขึ้น-คว่ำมือลง ยกมือไป-เอามือมา
เดินหน้า-ถอยหลัง เอียงซ้าย-เอียงขวา ก้ม-เงย
กะพริบตา อ้าปาก กลืนน้ำลายผ่านลงไปในลำคอ
หายใจเข้า-หายใจออกนี้ รู้สึกตัว
อันนี้ท่านเรียกว่า‘มีสติ’
ฝึกสติอันนี้นี่ ให้มันเห็น-ให้มันรู้-ให้มันเข้าใจ
ทำความคุ้นเคยกับอันนี้นี่**
บัดนี้**จิตใจมันนึก-มันคิดขึ้นมา ให้เรามีสติคอยจ้องมันอยู่
เหมือนแมวกับหนูนี้แหละ
มันนึก-มันคิดขึ้นมา เห็น-รู้-เข้าใจ
ความคิด-ความนึกนั้น มันจะหยุดทันที
เมื่อมันหยุดแล้ว มันก็ไม่ถูกปรุงไป**
ท่านเรียกว่า‘ปฏิจจสมุปบาทเป็นวิสังขาร’
‘ปฏิจจสมุปบาท’นั้น ท่านว่า
‘อวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร
สังขารเป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ
วิญญาณเป็นปัจจัยให้เกิดนามรูป
นามรูปเป็นปัจจัยให้เกิดสฬายตนะ
สฬายตนะเป็นปัจจัยให้เกิดผัสสะ
ผัสสะเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา
ไปเรื่อยตามเรื่องของมัน
จนเป็นโสกะ-ปริเทวะ-ทุกข์-โทมนัส-อุปายาส’
อันนี้มันเป็นอย่างนั้น
บัดนี้**เรามาเห็นมันนึก-มันคิด
เราเห็น-เรารู้-เราเข้าใจ มันหยุด
มันก็เลยไม่มีอวิชชา
ที่อวิชชาไม่มี ก็เพราะเราเห็น-เรารู้นี่
มันก็เลยเป็น‘วิชชา’**…”
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
————————————————————————————————
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
※ อย่าหลงตน-อย่าลืมตัว ※
※ ※
※ อย่าหลงกาย-อย่าลืมใจ ※
※ ※
※ อย่าหลงชีวิต ※
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
รู้สึกตัว…รู้สึกกาย รู้สึกใจ
_/|\_ _/|\_ _/|\_


ใส่ความเห็น