“…เรื่องนิพพานต่อตายแล้วนี้ก็เหมือนกัน คนไม่เข้าใจ
คราวหนึ่งอาตมาไปแสดงธรรมที่ จ.บุรีรัมย์
มีคนเอากฐินไปถวายที่นั้น
เสร็จแล้วก็พากันอธิษฐาน‘ขอให้ได้ไปนิพพาน’
คนไปคราวนั้นอย่างน้อย ๆ ก็ว่าหลายร้อยคน
คือพอโยมจบของถวายพระ ก็จะอธิษฐานว่า
‘สุทินนัง วะตะ เม ทานัง อาสะวักขะยาวะหัง
นิพพานนัง โหตุ เม อะนาคะเต กาเล’
แปลว่า ‘ข้าพเจ้ายินดีในการถวายทานของข้าพเจ้านี้
และขอให้ข้าพเจ้าจงถึงซึ่งการสิ้นไป
แห่งอาสวะกองกิเลสเครื่องดองสันดาน
กล่าวคือพระนิพพาน ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ’
แปลว่า *ตายแล้วจึงจะเอานิพพาน!*
อาตมาก็เลยถามโยมว่า ‘โยมอยากไปนิพพานไหม ?’
โยมบอกว่า ‘อยากไป’
ถามว่า ‘อยากได้นิพพานไหม ?’
(โยม)ตอบว่า ‘อยากได้’
แล้วถามว่า ‘นั่งอยู่ที่นี้นี่ ใครต้องการตายเดี๋ยวนี้-ยกมือขึ้น’
ไม่มี(ใครยกมือ)เลย
ถามอีกว่า ‘ใครอยากตายบ้าง ?’
ก็ไม่มี(ใครยกมือ)เลย
แต่ก็ยังพูดกล่าวคำอธิษฐานอยู่อย่างนั้น
ก็เลยถามว่า ‘จะเอานิพพานเดี๋ยวนี้ไหม ?
*ทำบุญให้ทาน-ถวายของ ก็ทำแล้วเดี๋ยวนี้
อธิษฐานก็เสร็จแล้วเดี๋ยวนี้ แต่นิพพาน-ตายแล้วจึงจะได้ !!!*
เมื่ออยากเอาเดี๋ยวนี้ ก็ต้องตายซะเดี๋ยวนี้’
ไม่มีใครเอาเลย
นี้แสดงว่าเราไม่เข้าใจ
**นิพพานมันมีแล้วในเรานี่เอง
แต่เรากลับปรารถนาเอานิพพานตอนตายแล้ว
นี่เพราะไม่รู้ ก็เลยไม่ได้**
อันนี้ขอให้พวกเราเข้าใจ
**‘นิพพาน’ คือความปกติ-สงบเย็น
คือความสะอาด-สว่าง-สงบ จิตใจไม่คลุกคลี
จิตใจเฉย ๆ ชีวิตเฉย ๆ ไม่ทุกข์-ไม่สุข
ตัวนิพพาน คือตัวจิตใจที่มันสงบอยู่-ตื่นอยู่
ให้เข้าใจว่า ‘นิพพานมันไม่ทุกข์-ไม่สุข’
จึงเหนือดี-เหนือชั่ว เหนือสุข-เหนือทุกข์**
เราไม่เข้าใจที่ตรงนี้
เมื่อมาสอนเรื่องนี้ คนก็เลยไม่ชอบ
ไม่ชอบจริง ๆ เพราะอยากสนุก
ให้เราเข้าใจว่า
ถ้าเอาเรื่องสนุก ทุกข์ต้องตามมา
แต่ว่า *สนุกมันก็ดีกว่าทุกข์
แต่พอคราวมันมีทุกข์ สุขก็ต้อง(ตาม)มา
สุขมา-ทุกข์ก็มา* มันเป็นอย่างนี้
**เราต้องไม่เอาทั้งทุกข์-ทั้งสุข
ทุกข์ก็ไม่เอา-สุขก็ไม่เอา สบายใจ
เรียกว่า‘ใจดี’**
อันนี้เรียกว่าพูดความจริงสู่กันฟัง
**ที่สุดของทุกข์นั้น เราต้องดูความคิด**…”
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
————————————————————————————————
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
※ อย่าหลงตน-อย่าลืมตัว ※
※ ※
※ อย่าหลงกาย-อย่าลืมใจ ※
※ ※
※ อย่าหลงชีวิต ※
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
รู้สึกตัว…รู้สึกกาย รู้สึกใจ
_/|\_ _/|\_ _/|\_


ใส่ความเห็น