“…*เปรียบเหมือนกับถ้ำนี่-มันมืดมานานแล้ว เราต้องหาวิธี
เอาไม้ขีดไฟ-เทียนไขในมือเรานี้เป็นอุปกรณ์ มีแล้วอุปกรณ์
ไม้ขีดไฟ-เทียนไขคืออะไร ? คือรู้สึกตัวนั่นแหละ
รู้สึกตัวนั้นเป็นไม้ขีดไฟ เทียนไขนั้นก็คือ…มันคิด-เรารู้
เราพยายามจุด ๒ อย่างนี้ จุดแล้วก็สว่างขึ้นมา
ก็เดินหนีออกจากถ้ำ ไม่เข้าไปอยู่ในถ้ำ*
ถึงจะต้องเข้าไปอยู่ในถ้ำ ก็ต้องไม่ให้มันมืดต่อไป
**ต้องรู้สึกตัวทันที นี่แหละคือการปฏิบัติธรรม**
*ถ้าหากเราไม่รู้จักออกจากถ้ำ ก็จะต้องมืดมิดอยู่นาน
มันเป็นอย่างนั้น* ตายไปก็จะไปอยู่ที่นั่นอีกต่อไป
ให้เราออกจากถ้ำนั้น แล้วก็หมด-หมดความมืด
หมดความมืดแล้วจะเป็นอะไร ? ว่างั้น
เอ๊า! จะเป็นอะไรก็เป็นละ-เราจะไปสงสัยทำไมอีก
เนื่องจากมันไม่มืดแล้ว ก็ใช้ได้
แล้ว*สิ่งนี้ก็มีอยู่ทุกคน* ผู้หญิงก็เหมือนกัน-ผู้ชายก็เหมือนกัน
พระสงฆ์-องค์เณรก็เหมือนกัน คนชาติใดก็เหมือนกันหมด
*เป็นเหมือนกันหมดทุกคน*
หลวงพ่อรับรองอย่างนี้ เพราะว่าหลวงพ่อรู้จักอย่างนี้นี่นะ
ไม่ใช่ว่าถือศาสนานั้น-ศาสนานี้ ไม่ใช่
‘ถือศาสนา’ ก็หมายถึงตัวเรานี้เลยทีเดียวล่ะ
ถ้ามีคน-ก็ต้องมีศาสนา ถ้าไม่มีคนเมื่อใด-ก็ไม่มีศาสนาเมื่อนั้น
มันเป็นอย่างนั้น จึงว่า‘มันต้องเอาคนนี้เปรียบอยู่ตลอดเวลา’
มันต้องมีอย่างนี้ ไม่ว่ายุคใด-สมัยใด
มันเป็นอย่างนี้ มีดี-มีชั่ว…คน
ลักษณะสติปัญญาจึงไม่เหมือนกัน บางคนนั้นมีปัญญามาก-บางคนมีปัญญาน้อย
เมื่อก่อนนั้นหลวงพ่อเองก็เคยว่า‘บางคนน่ะดีกว่าเราก็มี บางคน-เราดีกว่าเขาก็มี’
อันที่จริง-มันดีกันคนละแบบ บางคนมีกำลังมาก-บางคนไม่มีกำลัง
บางคนมีปัญญาคือหมู่ท่านนี่ล่ะ เรียนหนังสือได้ปริญญามานี่
แล้วส่วนปริญญานั้น-หลวงพ่อไม่ได้ หลวงพ่อเรียนหนังสือไม่เป็น-อ่านหนังสือไม่ออก
อ่านเป็นแต่ตัวลาวกับตัวธรรม เดี๋ยวนี้ก็พยายามมาเรียนตัวไทยกับหมู่
พยายามพูด-พูดภาษาภาคกลาง จึงว่าบ่ค่อยคัก-พูดผิด ๆ ถูก ๆ
แต่เรื่องวิธีปฏิบัติธรรมกรรมฐานนี้ละก็ ถ้าหากหลวงพ่อแพ้ก็เพียงแต่เสมอตัว
ที่จะทำแพ้หมู่จนหมด-หลวงพ่อไม่มี เพราะหลวงพ่อมองเห็นสภาพคำพูดออกมาเลย
ใครจะพูดอย่างใด หลวงพ่อสามารถที่จะฟังรู้
พูดจริง-พูดไม่จริง…หลวงพ่อรู้ แม้จะพูดลึกซึ้งขนาดไหน-หลวงพ่อรู้
จับตรงไหนมาพูด-หลวงพ่อรู้ เพราะหลวงพ่อรู้อย่างนั้นจริง ๆ นี่นะ
เรื่องเห็นสี-แสง ผี-เทวดา นรก-สวรรค์นั้นก็เหมือนกัน
โอ๊ย พูดก็เป็น-พูดอย่างนั้น
หลวงพ่อทำมาแล้ว…*ตัวเห็นน่ะจริง แต่สิ่งที่ถูกเห็นนั้นไม่จริง-ไม่ได้เป็นของจริง
มันจะเป็นของจริงอย่างไร มันหลอกเรา*
หลวงพ่อเคยว่าให้ฟัง ‘จิตนี้กลอกกลับได้ไว-ดุจมีลานไขในตน
เราท่านควรบังคับกล ให้จิตหมุนมาแต่ในทางข้างดี
เพราะปล่อยให้จิตหมุนไปในทางข้างกี ธรรมที่มีก็จักหนี-จักหน่ายหายสูญ’
ธรรมที่มีคืออะไร ? *ธรรมที่มีก็คือความรู้สึกตัวนั่นล่ะ*
เมื่อมันหายสูญไป ก็คือเราทำผิดไปแล้ว
อธรรม-บัดนี้ *อธรรมก็คือความไม่รู้สึกตัวนี้แหละ-เข้าครอบงำ
ก็คือว่ามันเข้าครองจิต*
ความระยำสัมบูรณ์ *ความระยำสัมบูรณ์ก็คือว่าจิตมันคิด-เราไม่เห็น
มันก็ปลิ้นปลอกหลอกเรา มันหลอกเรา-เราก็ไปเห็นซะ
ที่ไปเห็นนั้น-เห็นจริงนะ แต่ของที่เห็นนั้น-ไม่ใช่ของจริง
มันจะจริงยังไงล่ะ ก็มันหลอกเรา*
หลวงพ่อเดินจงกรมอยู่ เห็นเลขติดฝาอยู่นู่นตัวเบ้อเร่อ-เท่าฝ่ามือนู่น
พออยากให้มันเห็นอีก มันไม่เห็นละซี-เพราะมันไม่เป็นของจริงนี่
*จิตมันหลอกเรา* หลวงพ่อยังคิดว่าจะไปซื้อเลข-มันเป็นอย่างนั้น
เรื่องของไม่จริงนี้ มันหลอกได้ขนาดนั้น
คนผู้ใด หากมาเล่าให้หลวงพ่อฟังอย่างนั้น
‘โอ๊ะ-คนนั้นยังไม่เห็นความคิด’ หลวงพ่อรู้เลย
เขาเรียกว่านิมิต-อันนั้นน่ะ
แต่*คำว่านิมิตแบบอย่างของหลวงพ่อว่านี้ หมายถึงสิ่งที่สัญญาเรารู้-นี่ล่ะนิมิตล่ะ*
เราจะจับนั่น-จับนี่ เล็งไปว่าจะจับนั้น-จับนี้…อันนั้นละนิมิต-จับเลย
คือ *พลิกมือขึ้น-รู้สึกตัว…อันนั้นล่ะเป็นนิมิต
มันกะพริบตา-มันรู้สึก นั่นล่ะนิมิต
‘นิมิต’แปลว่าเครื่องหมาย หมายอย่างไร ?
หมายให้เรามีสติ รู้สึกจับอยู่กับสิ่งเหล่านั้น
มันคิดมา ก็เห็น-ก็รู้…นั่น-อันนั้นเรียกว่าเป็นนิมิต*
*นิมิตนี้ คือมันเป็นเครื่องหมาย มันเป็นเครื่องสัญญาอันหนึ่ง
ขอให้เข้าใจว่า นิมิตนั้นแปลว่าเครื่องสัญญา-เครื่องป้องกันตัว
ไม่ใช่นิมิตอันที่ไปเห็นข้างนอกโน้น อันนั้นมันไม่เห็นใจตัวเอง
ใจมันหลอกเรา จิตใจที่มันนึก-มันคิดนั้น…มันหลอกเรา
ถ้าหากมันหลอกเราได้ อันนี้ก็แสดงว่าเราไม่รู้เท่า-ไม่รู้ทันเหตุการณ์
สิ่งเหล่านั้นมันก็เลยหลอกเรา*…”
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
————————————————————————————————
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
※ อย่าหลงตน-อย่าลืมตัว ※
※ ※
※ อย่าหลงกาย-อย่าลืมใจ ※
※ ※
※ อย่าหลงชีวิต ※
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
รู้สึกตัว…รู้สึกกาย รู้สึกใจ
_/|\_ _/|\_ _/|\_


ใส่ความเห็น