“…*การปฏิบัติธรรมะ ต้องพยายามลดละมานะ-ลดละทิฏฐิ*
ทิฏฐิแปลว่าความเห็น ถ้าเห็นถูกต้องก็ดี-ถ้าเห็นผิดก็ผิดไปเลย
มานะคือถือเนื้อ-ถือตัว ทิฏฐิแปลว่าความเห็น
สัมมาทิฏฐิแปลว่าเห็นถูกต้อง มิจฉาทิฏฐิแปลว่าเห็นผิด
ท่านว่าอย่างนั้น
ส่วนทิฏฐิคำเดียวนี้ ยังไม่ผิด-ยังไม่ถูก
แต่ให้รู้จัก สิ่งที่ผิดมาแล้ว-ต้องแก้ไข
ถ้าหากเราไม่แก้ไขความชั่วของเราแล้ว ก็อยู่นั่นล่ะ-อยู่ในถ้ำนั่นล่ะ
หลวงพ่อเคยว่า ‘ถ้ำนี้นะ-มันมืดมิดมานานแสนนานแล้ว
ร้อยกัปพันกัลป์แล้ว หมื่นปีแสนปี-มันก็มืดอยู่อย่างนั้นแหละ-ถ้ำ
คนใดอยู่ในถ้ำ ก็อยู่อย่างนั้นละ-ไม่มีแสงสว่างสักที’
บัดนี้เรารู้จักวิธี มีเทียนไขหรือมีไม้ขีดไฟอยู่ในมือ
เราก็ขีดไม้ขีดไฟ-แล้วก็จุดเทียนไขในมือเรานั้น ไฟก็สว่างขึ้นมา
แล้วเราอย่าเพิ่งวิ่งหนี ความมืดมันไม่ได้หนีจากเรานะ
(ความมืด)หนีไฟไปเท่านั้นเอง
เราเอาไฟมาอยู่หน้า-มืดมันมาข้างหลัง เอาไฟมาข้างหลัง-มืดมันมาข้างหน้า
เอาไฟมาข้างซ้าย-มืดมาข้างขวา เอาไฟมาข้างขวา-มืดมาข้างซ้าย
ความมืดมันวนรอบตัวเราอยู่อย่างนี้
อันนี้เปรียบเสมือนกับว่าเราพลิกมือ เรารู้
บางทีมันไม่รู้ เราก็เลยรู้อยู่กับความไม่รู้นั้นนะซี้
บัดนี้เรามีไม้ขีดไฟ-มีเทียนไข จุดขึ้นมาเลยทันที
แล้วออกมาจากถ้ำเลย มาอยู่ที่นอกถ้ำนี่
เมื่อออกมาอยู่นอกถ้ำ แล้วเหลียวกลับเข้าไปในถ้ำ
ก็เห็นถ้ำมันมืด-ถ้ำนั่นน่ะ
แต่พอเรามองออกไปไกล ๆ เราเห็น สว่าง-มันเป็นอย่างนั้น
จึงว่าให้เรารู้จักจริง ๆ นี่นะ
*ธรรมะไม่ใช่ว่าเป็นตู้หนังสือ และก็ไม่ใช่พระไตรปิฎก*
หลวงพ่อเข้าใจอย่างนั้น ไม่ใช่วัดวาอารามอะไรทั้งนั้น
คือตัว*เราทุกคนนั่นแหละเป็นธรรมะ*
ทำดีก็เรียกว่าธรรมะ ทำชั่วก็เรียกว่าอธรรม
พูดดีเขาเรียกว่าพูดธรรมะ พูดชั่วเราเรียกว่าเป็นอกุศล
คิดดีเขาว่าคิดธรรมะ คิดชั่วเขาว่าเป็นอนันตริยกรรม
จึงว่า*บาป-บุญอะไรต่ออะไร ทุกสิ่ง-ทุกอย่างนั้น
ใจโน้นนะมันคิดก่อน*
พอดีรู้จักว่า‘โอ๊ะ! โกรธแล้วคราวนี้-วันนี้’
คราวหน้า-วันหน้าจะทำอย่างใด มันจึงจะไม่โกรธแบบนี้อีก
ต้องรักษา-ต้องพยายาม ท่านจึง*ให้ดูความคิด*
ความโกรธนั่นแหละเป็นบ่อเกิดของความผิดพลาดทั้งหมดเลย
*ที่โกรธก็เพราะไม่รู้
เรียกว่า ความไม่รู้นั้นแหละเป็นความผิดพลาดทั้งหมด
ความไม่รู้ ภาษาธรรมะ-ท่านเรียกว่าโมหะ
ภาษาบ้านหลวงพ่อเรียกว่าหลง-หลงลืม
ถ้าลืมแล้ว มันจะมี(โมหะ)หรือหลง*
เรามาปฏิบัติธรรมะ กำลังพลิกมือขึ้น-คว่ำมือลง
เอียงซ้าย-เอียงขวา ก้ม-เงย…อันนี้เรียกว่าหลง
เดินจงกรม…เดินไป-เดินมา บางทีรู้-บางทีไม่รู้…ท่านก็เรียกว่าหลง
ไม่ใช่หลงเอาของไปวางไว้ที่นั้น-เอาของไปวางไว้ที่นี้
อันนั้นมันหลงออกนอกตัวเรา หลงนี้คือหลงตัวเรา-หลงชีวิตจิตใจเรานี้
ลืม-บัดนี้ ไม่เคยคิดถึงเลยสักที
มันพลิก มันเคลื่อน-มันไหวอะไร…ก็รู้ไปเฉย ๆ
รู้เหมือนกับที่สัตว์เดรัจฉานมันรู้ อยางที่ว่าเมื่อกี้นี้ว่า‘สัตว์เดรัจฉานมันก็วิ่งเป็น’
พอเห็นตัวหนึ่งร้อง วิ่งไปแล้วมันก็แล่นตามกันไปเลย
นั่นมันรู้ แต่มันไม่รู้ว่ามันจะแล่นไปทำไม
เราก็เหมือนกัน
เมื่อมันคิด-เราไม่รู้…เราเคลื่อน-เราไหว เราไม่รู้
หรือว่าเราไปกินข้าว ไปอาบน้ำ เข้าห้องส้วม-ห้องน้ำ
เรารู้-แต่เราหากไม่ได้รู้ รู้-แต่ไม่รู้
*ท่านจึงสอนให้เรากำหนดรู้ ให้รู้จริง ๆ นี่นะ
หลวงพ่อกล้ายืนยันรับรองคำพูดและวิธีอันนี้
เพราะหลวงพ่อทำมาแล้ว มันรู้
หลวงพ่อเคยทำอย่างอื่นมาแล้ว ทำมาตั้งแต่อายุเพิ่ง ๑๑ ปีนู่น
ทำเรื่อยมา…ทำพุท-โธ สัมมา-อะระหัง นับ ๑-๒-๓
พอง-ยุบ อานาปานสติ…หลวงพ่อทำมา ได้แต่ความสงบ
สงบนั้น-สงบจริง ๆ แต่ไม่รู้*
วิธีสงบแบบไม่รู้นี้ หลวงพ่อจะสอนให้-ไม่เกิน ๓ เดือน
ไม่เกิน ๓๐ วันด้วยซ้ำไป หลวงพ่อว่าหลวงพ่อทำได้
นั่งสงบเงียบไปเลยนี่-ไม่ยาก ถ้าเข้าใจแล้วไม่ยาก
*แต่มันหากไม่มีปัญญา มันมาคิดเอา-มันเลยไม่รู้ความคิด
มันก็เลยพาให้ความคิดนั้นมันคิดไป อันนั้นท่านว่าคิดเอาเฉย ๆ
เป็นการคาดคิดด้นเดาเอาเอง
หนังสือกาลามสูตรบอกไว้แล้วว่า
‘อย่าเชื่อถือโดยเขาเล่าลือกันมา
อย่าเชื่อถือโดยเขาพูดตามกันมา
อย่าเชื่อถือโดยเห็นเขาทำตามกันมา
อย่าเชื่อถือโดยเห็นว่ามันมีอยู่ในตำรา
อย่าเชื่อถือโดยที่บุคคลที่พูดนั้นน่าเชื่อถือ’
๑๐ ข้อโน่นแน่ะ-ท่านบอกไว้แล้ว ไม่ให้เชื่อทั้งหมดเลย*
หลวงพ่อจึงไม่เชื่อใครทั้งหมด
เชื่อที่ไหน ?
**เชื่อตรงที่มันรู้นี่ นี่-ศรัทธา**…”
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
————————————————————————————————
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
※ อย่าหลงตน-อย่าลืมตัว ※
※ ※
※ อย่าหลงกาย-อย่าลืมใจ ※
※ ※
※ อย่าหลงชีวิต ※
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
รู้สึกตัว…รู้สึกกาย รู้สึกใจ
_/|\_ _/|\_ _/|\_


ใส่ความเห็น