รู้สึกกาย รู้สึกใจ 18 มิถุนายน 2021

“…*เราต้องมาศึกษาที่เนื้อ-ที่ตัว ที่ชีวิตของเรานี่แหละ

หัดเจริญสติปัฏฐาน ดูกายเคลื่อนไหว-ดูใจคิดนึกที่มันเป็นอยู่

หัดตั้งสติให้เป็น*

พระพุทธเจ้าท่านสอนให้เรารู้ในอิริยาบถทั้ง ๔

ทุกคนรู้เรื่องนี้กันดี

ยืน-เดิน-นั่ง-นอน ให้เรามีสติรู้ตัวอยู่เป็นประจำ

พูดได้ แต่มันยังไม่รู้วิธีทำ

นี่ยังไม่พอ ท่านสอนให้เราฝึกหัด-ให้เราเป็นผู้มีประสบการณ์

มีความชำนิ-ชำนาญในการตั้งสติ ครองความรู้สึกตัว

เห็นกาย-เห็นจิต เห็นภาวะอาการต่าง ๆ อยู่เป็นประจำ

หัดตั้งสติ ปลุกความรู้สึกตัวขึ้นมา

ท่านสอนให้เราเป็นผู้รู้-ผู้ตื่น

ไม่ใช่สอนให้เรานั่งหลับตา ไม่รู้-ไม่เห็นอะไร

นี่-หลวงพ่อมาชี้แนะอย่างนี้ หลายคนก็ปฏิเสธแล้วว่า

ไม่เอา ไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า

ตั้งป้อมปฏิเสธกัน เมื่อเอาของดีมาให้-ไม่ยอมเอา

อุปมาเหมือนผี มันเคยชอบกินข้าวเปลือก-ข้าวลีบ

เราเป็นคน ต้องกินข้าวสุก-ข้าวสวย

จะไปหลงกินข้าวเปลือก-ข้าวลีบ กินหญ้า-กินฟาง…ไม่ได้

ข้าวสุกนี่แหละ ดีที่สุดแล้วสำหรับเรา

ข้าวสุกคือของจริง-ของแท้ กินแล้วไม่เป็นพิษ-เป็นภัย

*การเจริญสติจึงไม่เป็นพิษ-เป็นภัยกับใครทั้งหมดเลย

ใครเจริญมาก ก็ไล่ความไม่รู้(ให้)หนีได้ไว

ความรู้หรือปัญญาญาณนี่ มันจะขึ้นมาแทนที่*

อย่างที่พูดให้ฟังแล้วเมื่อวาน วันนี้ก็พูดอีกแล้ว

คนอายุ ๕๐ ปี ๖๐ ปี เดี๋ยวก็ตายแล้ว

ยังไม่เคยรู้ว่าจิตใจมันคิดอะไรบ้าง ไม่รู้เลย

มัวเป็นไปตามอารมณ์ ไม่รู้ดี-รู้ชั่ว

บางคนอายุ ๒๐ ปี ๓๐ ปี ถามว่ารู้ไหมจิตใจเราเป็นอย่างไร ?

ไม่รู้เลย แล้วเราจะรู้ได้อย่างไร-เพราะเราไม่สนใจศึกษาในเรื่องเหล่านี้

มัวไปสนใจเพลิดเพลิน-เที่ยวเตร่สนุกสนาน

สนใจกับเรื่องทำบุญ-ทำทาน ทอดกฐิน-บังสุกุล

ทอดผ้าป่า-ฝังลูกนิมิต อะไรทำนองนั้น

ที่จริง อันนั้นก็ดีแล้ว-แต่มันไม่หายสงสัย

เมื่อไม่หายสงสัย อันนั้นแหละเป็นตัวบาป

บาป คือเราไม่หายสงสัย

ความสงสัย ที่ท่านเรียกว่าวิจิกิจฉานั้น

พระอริยบุคคล-ท่านเลิกละได้แล้ว

พระโสดาบันท่านรู้แล้ว เลิกแล้วในสิ่งเหล่านี้คือ

สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส

ท่านหายสงสัยแล้วในชีวิต

แต่นี่เรายังเลิกละไม่ได้ จะถือว่าเราเป็นชาวพุทธได้ไหม ?

เป็นเพราะเราพูดเอาเอง-เราพูดเอา มันก็เป็นนั่นเอง

สักกายทิฏฐิคืออะไร ?

คือเราไปยึดมั่นเป็นตัว-เป็นตนในสิ่งนั้น ๆ นี่แหละสักกายทิฏฐิ

ถือเนื้อถือตัว ถือกูเป็นอย่างนั้น-กูเป็นอย่างนี้

กูดี-กูเด่น-กูรู้-กูบวชนาน-กูเป็นคนแก่-กูเคยเข้าวัดฟังธรรม

กูเคยถือศีล-กูเคยทำกรรมฐาน

อันนั้นสักกายทิฏฐิทั้งหมดเลย

วิจิกิจฉา คือความสงสัย-ลังเล…ไม่รู้ชีวิตตนเอง

สีลัพพตปรามาส คือถือเคร่งในศีลแบบนักพรต

อันนี้มันไม่ใช่พุทธศาสนา

ทุกอย่างนี้พูดให้ฟัง ก็จะหาว่ามาลบล้างธรรมเนียมประเพณี

ไม่ใช่มาลบล้างอะไร มาพูดให้ฟัง

เมื่อไม่พูดให้ฟัง มันไม่คุ้มค่าเงินที่ให้มาที่นี่

มา(ที่)นี่-ก็มาเครื่องบินเสียด้วย

เมื่อมาแล้ว-ไม่พูดความจริง พูดแต่ความไม่จริง

มันก็ไม่คุ้มค่าที่หลวงพ่อถาวรนิมนต์มา

มาแล้ว-จะมาโกหกคน อ.หาดใหญ่ มันก็ไม่คุ้มค่าอีก

เขาเรียกว่าโกหกหลอกลวง

มหาโจรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกเลย คือภิกษุลามก

สันดานนกกา หมาขี้เรื้อน งูเปื้อนขี้ ลูกนอกคอก

ผู้อยู่นอกบัญชี ป่าช้าผีดิบ น้ำเจ็ดกะลาล้างเท้า

ไม่ใช่คนของเรา ภิกษุแกลบ คนแหวกแนว โมฆะบุรุษ

ใช้ไม่ได้ โบราณท่านว่าไว้อย่างนี้

ที่พูดให้ฟังวันนี้ บางคนก็อาจจะตะขิดตะขวงใจ

หาว่าพูดต่ำเกินไป-สูงเกินไป

มันไม่ต่ำ จะสูงทำไม…พูดเรื่องชีวิต-เรื่องจิตใจ

คนเรามันมีจิตใจ ถ้ามันโกรธขึ้นมา-เราก็ตกนรกทั้งเป็น

จิตใจมันเน่าเปียกแฉะไปแล้ว นั่นตกนรกหมกไหม้

ถ้าเราจะทำอะไร-จะพูดอะไรโดยไม่มีความละอาย

แปลว่าสัตว์เดรัจฉาน เคยเห็นไหม ?

สัตว์เดรัจฉาน มันนึกจะขี้ที่ไหน-มันก็ขี้

มันหน้าหนา ทำอะไรก็ทำตามใจ

แต่คน ถ้าทำอย่างนั้น-ก็เรียกจิตใจมันเป็นสัตว์เดรัจฉานแล้ว

ให้เข้าใจกันอย่างนั้น

*คนนี่ มันมีทั้งดี-ทั้งเลวในตัวเอง

บัดเดี๋ยวคิดวูบขึ้นมาเป็นอย่างนั้น คิดวูบขึ้นมาอีกเป็นอย่างนี้

เราไม่ศึกษาที่ตรงนี้ มัวไปสนใจเรื่องอะไรก็ไม่รู้

เลยไม่รู้จักทุกข์ ไม่รู้จิตใจของตนเอง

ที่สุดก็เลยแก้ไขตัวเองไม่เป็น*

จึง(ว่า)บอกก็ได้-สอนก็ได้-ชี้แนะก็ได้ จะเรียกอย่างไรก็ได้

*ขอให้เรามาเรียนรู้กันตรงนี้

หัดเจริญสติ ทำความรู้เนื้อ-รู้ตัวกันให้ได้

รู้เท่าทันจิตใจของตนเอง แล้วเราจะรู้จักของดี

ของดีที่เราพากันลืมไปนานแล้ว*…”

หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

————————————————————————————————

※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※

※ อย่าหลงตน-อย่าลืมตัว ※

※ ※

※ อย่าหลงกาย-อย่าลืมใจ ※

※ ※

※ อย่าหลงชีวิต ※

※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※

รู้สึกตัว…รู้สึกกาย รู้สึกใจ

_/|\_ _/|\_ _/|\_

ไม่มีคำอธิบายรูปภาพ


Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *