“…*ตัวชีวิต-ตัวจิตใจของเราจริง ๆ นั้น มันไม่มีเลย-อวิชชา*
ที่ผมสมมติให้ฟังแล้ว ที่ดวงอาทิตย์-ดวงจันทร์-หรือดวงดาว
มันไม่มีอะไรที่จะปิดบังมันได้
มันมีเมฆบังดวงอาทิตย์-ดวงจันทร์
ถ้าเมฆหนา ๆ แสงอาทิตย์จะไม่สว่างขึ้นมา
ดวงดาวก็เหมือนกัน-เดือนก็เหมือนกัน
ที่ไม่สว่างนั้นคือเมฆ เราเรียกว่าฝ้า
เมฆที่มันไหลผ่านดวงอาทิตย์-ดวงจันทร์
หรือดวงดาวอยู่อย่างนั้น
ฉะนั้น *เมื่อเราเห็นจิต-เห็นใจของเราจริง ๆ แล้ว
มันจะไม่มีอะไรเลย*
สมมติอีกอย่างหนึ่ง ที่ให้เราเห็นด้วยสายตา
หรือพวกเป็นคนเคยทำนา
เราทำนา กำลังไถนาหรือคราดนาอย่างนี้
น้ำนั้นมันขุ่น เราต้องเอาถ้วย-แก้ว
หรือเอาขัน-เอาอะไรมาตักเอาน้ำนั้นมาไว้
ตักมานาน ๆ ตะกอนมันจมลงไป
น้ำที่มันใสนั้น มันก็ขึ้นอยู่ข้างบน
เมื่อเราไปกวนเข้าในขณะไหน ในขณะนั้น-น้ำก็สกปรกขึ้น
ตมโคลนก็มาทำให้น้ำสกปรกขึ้นมาฉันใด
*เรื่องชีวิตจิตใจของเราแล้ว ไม่มีอะไรที่จะทำให้สกปรกได้*
ความสงบนั้น ก็(คือ)ไม่มีตะกอนนั่นเอง
ไม่ใช่ว่านั่งสงบ
ความสงบจึงมี ๒ ความหมาย
สงบโดยสมถกรรมฐาน-อย่างหนึ่ง
สงบโดยวิปัสสนา-อย่างหนึ่ง
*’วิปัสสนา’นั้น แปลว่าเห็นแจ้ง-ต่างเก่าล่วงภาวะเดิม
เมื่อเห็นแจ้ง ก็ต่างเก่าล่วงภาวะเดิมแล้ว-ไม่เหมือนเดิม*
แต่ก่อนคือไม่เห็นจิต-เห็นใจ
(แต่)ในขณะนี้เห็นจิต-เห็นใจตัวเองแล้ว
ที่เรากลัว เราต้องการสวรรค์-ต้องการนิพพานนั้น
มันเป็นมายา มันเป็นมายาของจิตใจ
ให้เราเข้าใจว่าจิตใจมันเป็นมายา
มันเป็นตัวอวิชา
เป็นตัวกิเลสชนิดหนึ่งมาทำให้เราหลงผิดเท่านั้น
*คำว่า‘อวิชชา’ แปลว่าความไม่รู้
คือไม่รู้จิตใจของเรากำลังปรากฏขึ้นมานั่นเอง
วิชชา’ แปลว่าเห็นแจ้ง
เห็นในขณะจิตของเรากำลังปรากฏขึ้นมานั่นเอง*
เรียกว่า‘วิชชา’
‘วิชชา’ แปลว่าเห็นแจ้ง-รู้จริงตามสภาวธรรมที่มีจริง’
ท่านว่าอย่างนั้น
**ฉะนั้นขอให้พวกเราทุกคนจงตั้งจิต-ตั้งใจ
เจริญสร้างสติขึ้นให้มาก ๆ
ที่พูดให้มาข้อแรกว่า ‘ผู้เห็นธรรมคือเห็นพระพุทธเจ้า
เห็นพระพุทธเจ้าก็เห็นธรรม’
คือเห็นชีวิตที่ไม่ถูกปรุงแต่งนั่นเอง
ชีวิตบุคคลนั้นจะไม่มีทุกข์เลย**
ฉะนั้น**ขอให้พวกเราทุกคน
จงพยายามเข้าใจในการปฏิบัติธรรมให้ได้**…”
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
————————————————————————————————
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
※ อย่าหลงตน-อย่าลืมตัว ※
※ ※
※ อย่าหลงกาย-อย่าลืมใจ ※
※ ※
※ อย่าหลงชีวิต ※
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
รู้สึกตัว…รู้สึกกาย รู้สึกใจ
_/|\_ _/|\_ _/|\_


ใส่ความเห็น