รู้สึกกาย รู้สึกใจ 6 พฤษภาคม 2021

“…เราคงเคยได้ยินว่า มีผู้ถามพระพุทธเจ้าว่า

‘เมื่อพระองค์นิพพานไปแล้ว

พระองค์จะให้ใครเป็นผู้สืบต่อความรู้ความเข้าใจอันนี้ ?’

พระองค์ไม่ได้ให้ผู้ใดผู้หนึ่ง แต่ฝากไว้กับพุทธบริษัททั้ง ๔

คือ ภิกษุ-ภิกษุณี อุบาสก-อุบาสิกา

(ให้) ๔ คนนี้แหละ เป็นผู้สืบต่อพระพุทธศาสนา

หลวงพ่อเคยได้ฟังเรื่องชาดกว่า

‘พระพุทธศาสนานั้น

เมื่อล่วงไปแล้วเท่านั้นปี-เท่านี้ปี พระอรหันต์จะหมดไป

ล่วงไปเท่านั้นปี-เท่านี้ปี พระอนาคามีจะหมดไป

ล่วงไปได้เท่านั้นปี-เท่านี้ปี พระสกิทาคามีจะหมดไป

ล่วงไปได้เท่านั้นปี-เท่านี้ปี พระโสดาบันจะหมดไป

ล่วงไปได้เท่านั้นปี-เท่านี้ปี จะไม่มีคนเรียน

จะไม่มีคนศึกษาพระไตรปิฎก

เมื่อหมดสิ่งเหล่านี้ คนก็ทุกข์-เกิดสับสนวุ่นวาย

โลกจะมืดเพราะหมดศาสนา หมดผู้เล่าเรียนพระไตรปิฎก

หมดผู้ประพฤติ-ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า

แล้วโลกจะมืด ๗ วัน-๗ คืน

ไปไหน-มาไหน…ไม่เห็นกันเลย พ่อ-แม่-ลูก…ไม่รู้จักกัน

ญาติพี่น้อง ก็จะไม่รู้จักกันเลย

ไม่เห็นกัน เหมือนกับคนอยู่ในถ้ำ

มืดไป ๗ วัน-๗ คืน ไม่ได้กินข้าว-กินน้ำ…ก็หิว

ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร กัดกินกันเลย’

ปัจจุบันนี้ก็เหมือนกัน พ่อไม่รู้จักหน้าที่ของพ่อ

แม่ไม่รู้จักหน้าที่ของแม่ ลูกไม่รู้จักหน้าที่ของลูก

พระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ก็รู้จักกันน้อยคน

เรื่องพระอริยบุคคลนั้น ก็ยิ่งไกลออกไป

ดังนั้น การสืบต่อพระพุทธศาสนานั้น-เราจะสืบต่อกันอย่างไร ?

ศึกษาให้รู้อะไร ? เราจะศรัทธาในสิ่งใด ?

*อันนี้เราควรศึกษา ควรให้รู้-ควรให้เข้าใจ

เป็นหน้าที่ของเราต้องศึกษาเอาเอง ปฏิบัติเอาเอง

ไม่มีใครทำให้ เป็นหน้าที่ของทุกคนทำได้

แต่ว่าคนนั้นจะทำหรือไม่ทำ !*

จึงเปรียบเสมือนเมล็ดข้าวทุกเมล็ด

ข้าวจ้าวก็ตาม ข้าวเหนียวก็ตาม

ถ้าอ้วนเต็มแล้ว เอาไปเพาะลงดิน-ออกทุกเมล็ด

แต่จะออกช้าหรือเร็วนั้น ขึ้นอยู่กับการเลือกที่ปลูก

ถ้าไปปลูกในที่แห้ง ไม่ชุ่ม-ไม่เย็น…มันก็นาน

แต่ถ้าไปปลูกใส่เตาไฟ หรือใกล้เตาไฟ

ไม่มีเวลา ไม่มีโอกาสงอกขึ้นมาได้

มีแต่ไฟจะไหม้เอาเท่านั้น

ฉะนั้น จึง*ขึ้นอยู่กับการกระทำนั่นแหละ

ถ้าทำไม่ถูกต้องแล้ว ขาดทุน-เสียเวลา*

การเกิดเป็นคนนี้ยาก เห็นได้ง่าย ๆ ด้วยตา

เช่น บางคนตั้งท้องขึ้นมา

ยังไม่ทันได้เกิด ตายเสียก่อน-แท้งออกมา

หรือเกิดออกมา(ยัง)ไม่ทันรู้จักกลางวัน-กลางคืน

ตายไปเสียแล้ว-ก็มี

บางคนเกิดมาเป็นหนุ่ม-เป็นสาว แล้วตาย-ก็มี

บางคนจนเฒ่า-จนแก่อายุ ๗๐, ๘๐ ตายไป-ก็มี

ไม่เคยศึกษา ไม่เคยปฏิบัติตนเอง

ไม่เคยรู้จักตัวเอง ว่าเกิดมาทำไม !

นั้นเขาเรียกว่า ‘ชีวิตเป็นหมัน-ชีวิตเป็นโมฆะ’

ชีวิตผู้นั้นเป็นหมัน ไม่มีค่า-ไม่มีประโยชน์

ในทางตรงข้าม บุคคลผู้เกิดมาวันเดียว

มาศึกษาตนเอง รู้ตัวเอง-เข้าใจตนเอง

สัมผัสกับตัวเองได้นั้น ดีกว่า-มีประโยชน์กว่า

ท่านอาจคิดว่า

คนเราเกิดมาวันเดียวนั้น ทำงานไม่เป็น

พลิกเนื้อ-พลิกตัว(เอง)ก็ไม่ได้ ต้องอาศัยคนอื่น

นั้นยังเป็นความเข้าใจไม่ถูกต้อง

ให้เข้าใจว่า (หมายถึง)คนที่ฟังธรรม-หรือปฏิบัติเพียงวันเดียว

เกิดความรู้-ความเข้าใจ ซาบซึ้ง-ตรึงใจ

นี้ต่างหากที่เป็นการเกิด เกิดสติ-เกิดสมาธิ-เกิดปัญญา

เกิดวันเดียว ก็ยังดีกว่าที่เขาไม่เกิด-ไม่รู้

ดังนั้น เราควรทำหรือเปล่า หรือจะรอให้ใครมาทำให้ ?

พระก็เหมือนกัน

แม้จะบวชเรียนเขียนอ่านพระไตรปิฎกจนจบ

ถ้าหากยังไม่รู้ ไม่เข้าใจ

ไม่ทราบเป็นอย่างดี ว่าชีวิตนี้เป็นอย่างไร ?

การบวชของผู้นั้น แม้บวชมา ๑๐๐ พรรษาก็ตาม

ก็ยังเป็นหมัน-เป็นโมฆะ ไม่มีคุณค่าทางศาสนา

มีค่าเฉพาะสมมติเท่านั้น เพราะโลกนี้มันติดสมมติกัน

ดังนั้น **แม้เราจะอยู่กับโลก-แต่ให้เราอยู่เหนือโลก

อยู่กับทุกข์-กับสุข แต่ให้เราอยู่เหนือทุกข์เหนือสุข**

นี่คือการบวชในพุทธศาสนา

แม้เพียงวันเดียว ก็ยังดีกว่า-มีประโยชน์กว่า

บุคคลที่บวชมา ๑๐๐ พรรษา…”

หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

————————————————————————————————

※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※

※ อย่าหลงตน-อย่าลืมตัว ※

※ ※

※ อย่าหลงกาย-อย่าลืมใจ ※

※ ※

※ อย่าหลงชีวิต ※

※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※

รู้สึกตัว…รู้สึกกาย รู้สึกใจ

_/|\_ _/|\_ _/|\_

ไม่มีคำอธิบายรูปภาพ


Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *