ปัญญาเห็นจริงและกรุณา—เป็นไปได้สำหรับพวกเราทุกคนหรือไม่?
เขมานันทะ
หัวข้อนี้คือคำไต่ถามถึงความเป็นไปได้ในการสร้าง “ความสัมพันธ์ที่แท้จริง” ระหว่างผู้คน บนฐานของ “ปัญญาเห็นจริงและความกรุณา” ซึ่งเรารู้จักว่า “สันติภาพ”
อุปสรรคสำคัญมีสองด้าน—ด้านหนึ่งคือ การขาดโอกาสในการเรียนรู้บทเรียนเรื่องสันติอย่างแท้จริง อีกด้านคือ เมื่อมีโอกาสกลับถูกใช้ไปอย่างฟุ้งเฟ้อและยึดติดในกามสุข ทั้งสองล้วนขึ้นกับ “ระบบคุณค่าของสังคม” และการปฏิบัติของผู้คน
ความรู้ที่บทความนี้มุ่ง—คือ “การเห็นแจ้งธรรมชาติของตน (self-nature)” และ “ความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวของมนุษยชาติร่วมกับสรรพชีวิต” การขาดความเข้าใจนี้เองคือเหตุแห่งทุกข์และความขัดแย้ง ทั้งในปัจเจกและในหมู่ชน—ตลอดพัฒนาการของมนุษยชาติ
ประวัติศาสตร์มนุษย์คือเรื่องราวของการดิ้นรนเพื่ออยู่รอด หลุดพ้นจากทุกข์ ข้อจำกัด และพันธนาการ มนุษย์เรียนรู้เหตุของปัญหาเพื่อหลีกเลี่ยงและป้องกันความขัดแย้ง ทั้งจากพฤติกรรมมนุษย์และจากธรรมชาติ—อารยธรรมจึงอุบัติขึ้น
ข้าพเจ้าเชื่อว่า มนุษย์ก่อนยุคสังคม—ยังไม่มี “ภาพลักษณ์ตนเอง” (self-image) ที่จะยึดถือ การเห็นเงาในน้ำหรือรูปลักษณ์ตนไม่ใช่ self-image ที่ว่า—self-image คือ “ผลผลิตลวง ๆ” ของระเบียบสังคมในห้วงเวลาที่การแบ่งหน้าที่–ชนชั้น ค่อย ๆ ก่อรูปและสะท้อน “ภาพของปัจเจก” ความคิดเรื่อง “ตัวตน” จึงเกิดคู่ไปกับการจำแนกและตั้งชื่อสิ่งต่าง ๆ—ภาษาจึงเข้ามามีบทบาท
ภาพเขียนถ้ำบอกเราว่า มนุษย์ค้นหา “ความหมายแห่งตัวตน” อย่างไร เขาวาดรูปสัตว์–ชาย–หญิง เพื่อให้ชื่อและให้ความหมาย—การให้ชื่อคือการ “จินตนาการออกไป” พลังจินตนาการนี้ปลุกมนุษย์ให้แตกต่างจากสปีชีส์อื่น—และจากศักยภาพนี้เอง มนุษย์จึงต้องการเข้าใจ “ต้นกำเนิดและชะตาปลายทาง” ของตน—หนทางจึงถูกถามหาเรื่อยมา
วันนี้เรามีความรู้และเทคโนโลยีมหาศาล—แต่ภายในเราได้รับ “ความสมบูรณ์” หรือยัง? หรือยังค้างคา “จะไปทางไหนดี?” แค่สบายกว่าบรรพชนไม่รับประกัน “ความปลอดภัยภายใน” หากเรายังถูกรบกวนด้วยความกลัว วิตก ไม่พอใจ ฯลฯ
วิกฤตสิ่งแวดล้อมและความเสื่อมอื่น ๆ บีบคั้นให้เราหาทางเลือก—คือการหาดุลยภาพระหว่าง “ความรู้คิด” และ “ความตื่นฝ่ายจิต” บนฐานความจริงและความเป็นมนุษย์—หวังให้วิกฤตเป็นจุดหันเห เราจำเป็นต้องเข้าใจ “ธรรมชาติแท้” และ “บทบาทของภาพลักษณ์ตน” อย่างแจ่มชัด เพื่อหันกลับสู่สัจจธรรมสากล
ภาพลักษณ์ตน (self-image) เป็นผลผลิตของ “เวลาและความยึดติด” ดุจคนถือคบเพลิงหมุนไปรอบ ๆ ในความมืด—วงไฟเหมือนจริง เป็นโฮโลแกรม เมื่อเราไปยึด “ภาพเสมือน” นั้น เราก็ละเลย “ธรรมชาติรู้” อันเป็นแก่น แล้วติดแหง็กอยู่ในแนวคิด–ภาพของ “ฉัน” กลายเป็นศูนย์กลางจอมปลอมของสรรพปรากฏการณ์ เมื่อหันมารู้ตัวตนแท้ ความรู้ตัวจะ “ลับคม” ได้ด้วยทุกความเคลื่อนไหว—กายใจ ภายนอก–ภายใน ซึ่งมีศักยภาพแปรรูปชีวิตสู่ “ความไวรู้” สูง และพร้อมรับรู้ “สภาพเป็นหนึ่งเดียว”
ความจริงนี้รู้ได้ด้วย “การประจักษ์” ไม่ใช่แค่คิด เมื่อความคิดถูกแทนที่ด้วย “การรู้ตัวต่อเนื่อง” ความคิดก็สงบเอง นี่คือ “สัมผัสฉับพลัน” ของธรรมชาติรู้ เมื่อสิ้นสุดการฉายภาพของจิต—ความรู้ตัวรู้ “ธรรมชาติในตัวมันเอง” โดยไม่ต้องผ่านสื่อใด และประจักษ์ “ความเป็นทั้งหมด”
ข้าพเจ้าคิดว่า “สัมผัสนั้น” คือสิ่งที่คัมภีร์–ตำนาน–เทพนิยายสื่อด้วยรูปต่าง ๆ เช่น เจ้าหญิงนิทรา—นอนยาวนานภายใต้คำสาป จนตื่นด้วย “จุมพิตแรก” จากเจ้าชายแห่งชีวิต—สัมผัสที่ปลุกชีวิตสู่ “มหาสมรส” แห่งความสุขสงบทั่วแดนชีวิต
ด้วยความเคารพต่อคาทอลิก—สัมผัสที่อยู่เหนือภาพลักษณ์ตน คือ “บัพติศมาแท้” สู่ความเป็นคาทอลิก (สากล) และต่อชาวพุทธ—สัมผัสนี้คือ “การตื่นของจิตโพธิ” ที่เดิมถูกคลุมด้วยความคิดเรื่อง “กู–ของกู” ต่อฮินดู–มุสลิม—หนทางสู่โมกษะก็อยู่ที่ “ปลายกำแพงแห่งความคิด” อันเป็นอาการของทุกข์และความขัดแย้งของมนุษย์—หนทางของศาสนาทั้งหลายคือการหลุดพ้นจากพันธนาการของอัตตาและความเห็นแก่ตัว
ข้าพเจ้าเชื่อว่า “สัมผัสนี้” เป็นผู้สร้างสันติและสุข ภายใต้ชื่อสากลของ “ความจริง” ปลอดจากข้อจำกัดของการเป็นคริสต์ มุสลิม ฮินดู ซิกข์ หรือพุทธ—และข้าพเจ้าเชื่อด้วยว่า “ครอบครัวโลกเดียว/หมู่บ้านโลก” เป็นไปได้ด้วยความสุขอันเกิดจากสัมผัสนี้
จากสัมผัสนั้น จะเผย “ปัญญาเห็นจริงและความบริสุทธิ์ของหัวใจ”—บ่อเกิดของ “ความรู้กับกรุณาที่ไม่แปลกแยก” จึงเป็นรากฐานศรัทธาที่ค้ำศิลปะและวิทยาศาสตร์ให้อยู่ในครรลอง
โดยพุทธ แก่นของจิตคือ “ความจริงเหนือความคิด”—คือ “ธรรมชาตินิพพานอันว่างจากถ้อยคำ” เราทุกคนมีคุณธรรมแรกเริ่มนี้ทุกยุคทุกสมัย
ช่องว่างระหว่างคนกับคน รัฐกับรัฐ เกิดจากการปกครองที่ผิดและการยึดภาพลวงเป็นจริง จนละเลย “ความธรรมดาสูงสุด”
คติ “จงรักพระเจ้าสุดหัวใจ และรักเพื่อนบ้านดุจรักตนเอง” ไม่ควรหยุดอยู่ในแท่นบูชาหรือเฉพาะชาวเฮบรู–คริสต์ แต่ควรใช้จริงในทุกมิติของปัจเจกและรัฐ
วิกฤตสิ่งแวดล้อมกำลังบอกว่า “ยุคแห่งการแบ่งแยกและไม่ร่วมมือ—หมดเวลาแล้ว” ประเทศใหญ่ต้องไม่ดูแคลนประเทศเล็ก แท้จริง “ใหญ่ค้ำเล็ก เล็กค้ำใหญ่”—ล้มฝ่ายหนึ่ง อีกฝ่ายย่อมล้ม เพราะต่างอาศัยซึ่งกันและกัน
นี่ควรเป็นความเข้าใจพื้นฐานระหว่างผู้คนและระหว่างชาติ เพื่ออนาคตมนุษย์และสปีชีส์อื่น
ข้าพเจ้าไม่ได้ตั้งใจพูดแทนพุทธศาสนาหรือเสนอเทคนิคสมาธิใหม่ เพียงบอกว่า “ความรู้สึกตัว” สำคัญอย่างไร—มันชี้ทางให้หลุดจากการถูกจองจำด้วยความคิดและความยึดมั่น การประจักษ์สัมผัสนี้ไม่ขึ้นกับการเป็นฮินดู คริสต์ มุสลิม ซิกข์ หรือพุทธ ไม่ขึ้นกับการเป็นอเมริกัน ฝรั่งเศส อังกฤษ ยิว หรืออาหรับ ไม่ขึ้นกับเพศ การศึกษา ฐานะ
เสาร์ 22 สิงหาคม 1998

ใส่ความเห็น