
การเดินทางที่ไม่ต้องเหมือนใคร
งอกงามในจังหวะของชีวิต
วันที่ลูกยืนอยู่ตรงนี้ได้ ด้วยหัวใจของตัวเอง
แม่รินเล่าว่า เดิมทีตนเองไม่ใช่คนที่สนใจการภาวนาหรือการปฏิบัติธรรมมาก่อนเลย หากจะเรียกให้เข้าใจง่ายที่สุด จุดเริ่มต้นของการเดินทางครั้งนี้ คือ “ความทุกข์”
ความทุกข์นั้นมาจากบทบาทของการเป็นแม่
ลูกชายของเธอเป็นเด็กพิเศษ อยู่ในกลุ่มออทิสติก
การดูแลลูกไม่ใช่เรื่องเล็ก ไม่ใช่แค่การดูแลทางกาย แต่เป็นการเรียนรู้ ปรับตัว และทำความเข้าใจจิตใจของทั้งลูกและตัวเองไปพร้อมกัน ตั้งแต่ลูกยังเล็ก จนเติบโตขึ้นมาประมาณสิบขวบ
ในช่วงเวลานั้น แม่รินเริ่มรู้สึกชัดขึ้นเรื่อย ๆ ว่า สิ่งสำคัญไม่ใช่การไปบอกหรือไปสอนลูก แต่คือการกลับมาดูแล “ใจของตัวเอง” ให้ได้ก่อน
ถ้าใจของแม่จัดการไม่ได้ การดูแลลูกก็ยากจะเป็นไปได้
ราวปี 2553–2554 เธอเริ่มออกไปปฏิบัติธรรมตามสถานปฏิบัติธรรมสายอื่น ๆ แต่เมื่อกลับมาใช้ชีวิตจริง กลับพบว่าใจยังร้อนเหมือนเดิม ความเร็ว ความเครียดจากงานเอกชนยังอยู่ครบ
จึงสรุปในตอนนั้นว่า การปฏิบัติธรรมเป็นสิ่งที่ดี แต่ยังไม่ใช่คำตอบของชีวิตในเวลานั้น
กระทั่งมาเจอหลักสูตร “จิตตปัญญาศึกษา”
ซึ่งเป็นการตัดสินใจครั้งใหญ่ เพราะต้องลาออกจากงานประจำที่กำลังไปได้ดี รายได้ดี ขณะที่ภาระค่าใช้จ่ายในครอบครัว โดยเฉพาะค่าดูแลลูก ยังคงสูงอยู่
แต่ข้างในใจของเธอชัดเจนมากว่า ต้องมาเรียนรู้บางอย่างจริง ๆ
การเรียนที่จิตตปัญญา เปิดโอกาสให้ไปปฏิบัติกับครูบาอาจารย์หลากหลายแนว ทั้งอานาปนสติและการเจริญสติแบบเคลื่อนไหว
แม่รินได้มีโอกาสไปปฏิบัติแบบเคลื่อนไหวที่วัดป่าโสมพนัสกับหลวงตาสุริยา
ในตอนแรก เธอยอมรับตรง ๆ ว่าไม่ได้รู้สึก “อิน” กับหลวงตาเป็นพิเศษ
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติจริง ทำให้เธอสัมผัสประสบการณ์บางอย่างที่ช่วยให้ผ่านนิวรณ์ เช่น ความง่วง ความฟุ้ง ได้ด้วยตัวเอง
สองปีต่อมา ชีวิตกลับมาหนักอีกครั้ง
มีงานโปรเจกต์เล็ก ๆ เข้ามา แต่กลับรู้สึกว่าไม่ไหวจริง ๆ
เธอตัดสินใจกลับไปเข้าคอร์สหลวงตาอีกครั้ง
ครั้งนั้นเองที่เกิดภาวะบางอย่างขึ้น
เป็นความอิ่มเอม ปิติ และศรัทธาเต็มหัวใจ ทั้งที่ไม่มีคำอธิบาย
แค่การนั่งยกมือ ฟังหลวงตาเทศน์ หลวงตาเพียงนั่งอยู่ตรงนั้น แต่ภายในใจกลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
ถึงขั้นที่อยากกราบแทบเท้า อยากก้มลงด้วยความเคารพอย่างที่สุด
แม้กระทั่งตอนหลวงตาขับรถออกไป ใจก็เต็มไปด้วยความโศกเหมือนจะไม่ได้พบกันอีก
แต่ลึก ๆ ข้างในใจ ก็รู้ชัดว่า อาการแบบนั้นไม่ใช่ทาง
การบูชาที่แท้จริงคือ “ปฏิบัติบูชา”
วันนั้นเธอตั้งสัจจะกับตัวเองว่าจะปฏิบัติบูชาหลวงตา 100 วัน
สำหรับแม่ริน การตื่นเช้าเป็นเรื่องยากมาก
เพราะชีวิตต้องตื่นตั้งแต่ตีห้าเพื่อจัดการเรื่องลูก การดูแลเด็กพิเศษใช้พลังแทบทั้งวัน เวลานอนจึงมีค่ามาก
แต่ด้วยศรัทธาเต็มหัวใจ เธอเขียนคำว่า “100 วัน” ลงในปฏิทิน
มีวันที่ลุกง่าย วันที่ลุกยาก
แต่สัจจะที่ตั้งไว้ ทำให้ไม่ถอย
เธอยอมรับว่า หากไม่ได้ตั้งใจว่าเป็นการปฏิบัติบูชา วันนั้นอาจเลิกไปแล้ว
แต่เพราะความหมายของสิ่งที่ทำ ทำให้มีแรงฮึดเดินต่อ
เมื่อครบ 100 วัน แม้ช่วงหนึ่งการปฏิบัติจะเหมือนหายไป
แต่หลังจากนั้นกลับมาอีกครั้ง และไม่เคยหยุดอย่างจริงจังอีกเลย
สิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ได้เปลี่ยนแค่ตัวแม่
แต่ค่อย ๆ ส่งผลถึงลูกด้วย
แม่รินค้นพบว่า ความยากของเด็กพิเศษในกลุ่มนี้ ไม่ใช่เหตุการณ์ภายนอก แต่คือ “ความปรุงในใจ”
เจ็บนิดเดียว แต่ใจขยายเป็นร้อย
ตกใจนิดเดียว แต่ความคิดวนซ้ำขยายใหญ่
เมื่อแม่ฝึกใจตัวเอง เธอจึงค่อย ๆ อยู่กับลูกในแบบใหม่
ไม่เร่ง ไม่สอนตรง ๆ แต่พาลูกกลับมาดูว่า สิ่งที่เกิดขึ้นจริง ๆ คืออะไร
ตัวอย่างหนึ่งที่เธอเล่า คือช่วงก่อนสอบศิลปนิพนธ์
ลูกกังวลมาก กลัวเพื่อนคนหนึ่งจะมาดูงาน เพราะมีประเด็นกันมาก่อน
แม่ไม่ได้ห้ามหรือปลอบแบบเดิม แต่ชวนลูกดูว่า ตอนนี้เพื่อนคนนั้นอยู่ตรงไหน
คำตอบคือ “อยู่ในหัว”
แม่จึงถามต่อว่า จะเลือกให้เพื่อนอยู่ในหัวไหม
ลูกเข้าใจ และค่อย ๆ วางลงได้
อีกตัวอย่างหนึ่งคือภาษาที่ใช้สื่อสาร
ลูกบอกว่าในหัวเต็มไปด้วย “ยักษ์”
แม่จึงไม่สอนคำว่าสติ แต่ใช้ภาษาของลูก
บอกว่า งั้นเราต้องฝึก “ทหาร” มาสู้กับยักษ์
การฝึกทหารของลูก ใช้เวลาเป็นปี
เริ่มจากการพลิกมือขึ้นลงเพียงอย่างเดียว
เพราะ 14 จังหวะยังซับซ้อนเกินไปสำหรับเขา
แม่ทำให้ดูทุกวัน ไม่ได้สอน แต่ให้เห็น
มีครั้งหนึ่งที่เกือบเกิดอุบัติเหตุขณะขับรถ
แม่ไม่โกรธ ทั้งที่สถานการณ์เฉียดฉิวมาก
ลูกถามว่า ทำไมแม่ไม่โกรธ
และตอบเองว่า เพราะแม่ภาวนาทุกวันใช่ไหม
วันนั้นแม่รินขนลุก
เพราะรู้ว่า ลูกเห็นการเปลี่ยนแปลงจริง ๆ
แม่รินบอกว่า เธออาจไม่มีทรัพย์สมบัติให้ลูกมากมาย
ไม่ได้สร้างมรดกเงินทอง
แต่สิ่งที่อยากให้ คือเครื่องมือให้เขารู้จักดูแลใจตัวเองได้ตลอดชีวิต
นั่นคือมรดกที่เธอเรียกว่า “อริยทรัพย์”
เธอยอมรับอย่างซื่อสัตย์ว่า ในอดีตเป็นคนใจร้อน ดุ ตีลูกจนมือตัวเองห้อเลือด
ลูกทั้งสองคนเห็นเธอในวันที่โกรธจัด และเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ค่อย ๆ เกิดขึ้นตลอดหลายปี
และเธอไม่ปิดบังลูก
บอกตรง ๆ ว่า แม่เปลี่ยนเพราะแม่ฝึกตัวเอง
สุดท้าย แม่รินฝากไว้ว่า
สิ่งที่เธอทำ อาจเป็นเพียงการหว่านเมล็ดพันธุ์
เมล็ดนั้นจะเติบโตอย่างไร ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยของแต่ละคน
แต่เธอเชื่อว่า เมล็ดพันธุ์แห่งการรู้สึกตัว
คือของขวัญที่ดีที่สุด ที่แม่คนหนึ่งจะมอบให้ลูกได้

ใส่ความเห็น