“…เรื่อง‘ความคิด’นี้ จะว่าอย่างใดฮุ ?
มันหลายเด๊ เรื่องความคิด
*ความคิดที่เป็นกิเลสนั้น คือเราไม่เห็น
(เมื่อ)ไม่เห็น มันก็พาเฮาเฮ็ด-เฮาทำไป
แต่ตัวคิดนั้นน่ะ มันก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง*
**ตัวรู้คิดนั้นน่ะ มันก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง**
มันก็เป็น‘คิด’คือกัน มันหลาย
จึงว่า‘เปรียบได้คือกับน้ำสี’ สีย้อมผ้านี้-มันหลายสี
แต่น้ำนั่น-มันอันเดียว มีแต่น้ำอันเดียว-น้ำสะอาดนั่นแหละ
แต่ว่าสีนั้นแท้หลายสี…สีดำ สีแดง สีซิ่ว(เขียว) สีม่วง(มุ่ย) สีเหลือง
ครั้นจิว่าน้ำนั่นก็หลายอันคือกัน
ผู้จิว่าก็(ว่า) โอย…แนวผู้จิว่าให้ว่าเถอะไป
มันบ่มีการสิ้นจบเป็นแล้วกับคำเว้าของคน
บางคนก็จะว่าน้ำเหล้า น้ำกลั่น น้ำฝน น้ำโขง น้ำห้วย น้ำบ่อ
เฮาสิจิว่าเป็นแล้ว(แล้วแต่จะว่า) เรื่องความเว้า
ก็น้ำคือกันเหมิ้ด
**น้ำที่หลวงพ่อว่านี้ก็(คือ)น้ำที่สะอาด**
(น้ำต่าง ๆ) เป็นน้ำคือกันหมดทุกน้ำ
แต่บ่ได้ว่าน้ำเหล้า-น้ำหยัง บ่ว่า
ว่าแต่น้ำที่สะอาดซื่อ ๆ (ที่)ว่านี่
บัดนี้สีดำ-ดำแท้ สีแดง-แดงแท้…บ่แม่นน้ำนั่น
เอามาใส่สี-น้ำนั่นเอาสีมาใส่ น้ำนั้นก็เลยแดง
ครั้นเอาสีดำไปใส่-น้ำก็เลยดำ เอาสีเหลืองไปใส่-น้ำก็เหลือง
เอาสีซิ่วไปใส่-น้ำก็ซิ่ว เอาสีมุ่ยไปใส่-น้ำก็เป็นสีมุ่ยไป
*ให้ว่าเอาสีอันใดไปใส่ น้ำเป็นสีอันนั้นไปหมด-น้ำนั่น*
แต่ว่าความคิดที่เป็นกิเลส(หรือ)บ่เป็นกิเลส ก็คือกัน
จึงว่า*มันบ่มีตน-บ่มีตัว เรื่องความคิดนี่*
จึงว่า**เน้นเรื่องความคิด การปฏิบัติธรรม
เพราะว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้เป็นพระอรหันต์นั้น
ก็เพราะด้วย(การเห็น)ความคิด**
การให้ทานนั้นดีแล้ว การรักษาศีลนั้นดีแล้ว
การทำกรรมฐานนั้นดีแล้ว อันนั้นมันมีมาก่อน-อันนั้น
ผู้ที่เคยได้บวชเรียนเขียนอ่านนั้น ก็รู้จักแล้ว
การบวชนั้นก็มีมาก่อนแล้วนี่
เมื่อพระพุทธเจ้าเรานี้ เราเอิ้นพระพุทธเจ้า
สมัยเกิดขึ้นมานั้น ก็มีการเชิญเอาพราหมณ์ ๑๐๘ คนนั้นมา
เพิ่นว่ามาทักทาย ลายชื่อ-ลายเสียง
แล้วก็อยู่มา ก็มาเป็นเจ้าฟ้ามหากษัตริย์
ก็(มา)เห็นรูปสมณเพศ ก็บวช-ก็บวชตามขเจ้า
บวชแล้วก็ไปทำกรรมฐานกับครูทั้ง ๒ คนนั้น
ก็จนได้สมาบัติ ๘ แน่ะ-อันนั้นก็ชื่อว่ามีมาก่อน
*มรรคผล-นิพพานก็มีอยู่แล้ว เฮาบ่ฮู้จัก*
มีคนเว้าจังซั่นอยู่ นี่มันเป็นอย่างนั้น
จนพระพุทธเจ้าของเฮานี้แหละ มาค้นคิด-เห็นความคิด
จึงว่า**‘สวรรค์อยู่ในอก-นรกอยู่ในใจ-พระนิพพานก็อยู่ที่ใจ’**
*อันใจเรานี้-มันอยู่ที่กายครับ ใจเรานี้มันอยู่นำกันนี่นะ
เฮาบ่ฮู้จักมันซื่อ ๆ นี่นะ*
ดังนั้นเฮาเคยได้ยิน(ว่า)‘พระพุทธเจ้าเฮานี่
ออกจากครูมาแล้ว ก็มาอดข้าว-อดน้ำ
แน่ะ! บ่กินข้าว-บ่กินน้ำ จนจ่อย-จนผอม
มีแต่กระดูก ลูบหน้าท้องฮอดทางหลัง
ลูบทางหลังฮอดหน้าท้อง’ เพิ่นว่า
แล้วก็บ่ได้เป็นพระพุทธเจ้า นี่บ่แม่น-อันนั้น
ให้ว่า‘ทิฏฐิ’ ความเห็นซื่อ ๆ-อันนั้น
คิด(อย่างไรแล้ว) ก็เฮ็ดไปโลด
บัดนี้ก็มากินมะขามป้อม-หมากส้มมอพวกนี้
ปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ก็หนีไปนี่
อันนี้ก็ชื่อว่า*‘สงัดกาย-สงัดวาจา ใจบ่สงัด’
เฮาจะไปอยู่ในถ้ำ-เฮาก็บ่สงัดนี่ ใจนี้มันคิดอยู่ตลอดเวลา*
บัดนี้ก็มากินข้าวนางสุชาดา เอาขันไปเสี่ยง
เอาถาด-เอาขันไปเสี่ยง
ให้มันไหลขึ้นไปทางต้นน้ำ ถ้าจะได้เป็นพระพุทธเจ้า
ถ้าจะบ่ได้เป็นพระพุทธเจ้า ให้มันไหลไปตามน้ำ
เพิ่นว่า แล้วมันบ่ไป(ตามน้ำ)
อันนี้แหละเพิ่นว่า**‘เบิ่งความคิด-ให้เห็นความคิด
ความคิดมา ให้เห็น-ให้รู้’ ก็ขึ้นไปถึงต้นน้ำ
ก็เห็นต้นตอของความคิด**
อันนี้ผู้เห็นความคิด-อันนี้ แต่เทือทัน-เทือบ่ทัน
สมมติเอา-อันนี้ อาตมาบ่ได้เห็นพระพุทธเจ้า
บ่ได้เห็นพระอรหันตสาวกของพระพุทธเจ้า
แต่ตัวอาตมาก็บ่ได้เป็นพระอรหันต์
จึงบ่ฮู้จักจิตใจของพระอรหันต์
ตัวของอาตมาก็บ่ได้เห็นพระพุทธเจ้า
จึงบ่ได้เว้าเรื่องจิตใจของพระพุทธเจ้า
เว้าเรื่องจิตใจของตัวเอง เว้าอยู่เดี๋ยวนี้นี่”
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
————————————————————————————————
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
※ อย่าหลงตน-อย่าลืมตัว ※
※ ※
※ อย่าหลงกาย-อย่าลืมใจ ※
※ ※
※ อย่าหลงชีวิต ※
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
รู้สึกตัว…รู้สึกกาย รู้สึกใจ
_/|\_ _/|\_ _/|\_


ใส่ความเห็น