“…พระพุทธเจ้าของเรากล่าวว่า‘ธัมมะวิจะยะ’-การสอดส่องธรรม
พระองค์เป็นคนแรกทรงค้นพบ จึงนำมาสอน
ให้มีผู้รู้ตาม-เห็นตาม-เข้าใจตาม ชื่อว่า‘สาวกพุทธะ’
**คำสอนของพระพุทธองค์มิได้หายไปไหน
ถึงแม้วันเวลาจะหมุนเวียนเปลี่ยนไปแล้ว-เปลี่ยนไปเล่า
ย่างเข้าสองพันห้าร้อยกว่าปีแล้วก็ตาม**
เมื่อดูตามสภาพการณ์ของธรรมะหรือสังคม
เรา-ท่านทั้งหลายคงเข้าใจกันแล้วว่า
**ความแก่ เป็นเพียงการไหลเวียนเปลี่ยนไปของสังขาร
ธรรมแต่ละกลุ่ม-แต่ละสายเคลื่อนไป
เพื่อเข้าจุดแยกสลายของธรรมชาติเท่านั้นเอง**
*คนในโลก ไม่ว่าสมัยก่อนหรือสมัยนี้
คนส่วนใหญ่ไม่สนใจจะปฏิบัติธรรมกัน
ส่วนมากจะไปหลงใหลในวัตถุนิยม
และตกเป็นทาสของตา-หู-จมูก-ลิ้น-กาย
หรือผิวหนังอันอ่อนนุ่ม มีอยู่ทุกหน-ทุกแห่ง
เหลียวไปทางไหน ก็จะพบเห็นแต่พวกพญามารหรือกิเลส
ทุกหย่อมหญ้าเต็มไปด้วยความทุกข์อย่างไม่รู้จักพอ โดยไม่รู้สึกตัว
เรียกว่า‘เห็นนรกเป็นสวรรค์-เห็นกงจักรเป็นดอกบัวไปเสียแล้ว’*
**เราอย่าไปสนใจคำสอนในลัทธิ-คำสอนของศาสนาผี
ศาสนาพราหมณ์-ศาสนาเทวดา หรือศาสนาอื่น ๆ อยู่เลย
เพราะไม่สามารถจะแก้ทุกข์ทางจิต-ทางใจได้
ตรงกันข้ามกับคำสอนของพระพุทธเจ้า
ชื่อว่า‘ศาสนาพุทธนี้ สามารถแก้ทุกข์ทางจิต-ทางใจได้ ๑๐๐%’
คำสอนของพระพุทธเจ้านั้น จะมีมากเท่าไรก็ตาม
มีไว้เพื่อเรียนและทรงจำ นำเอาไปเป็นเครื่องมือแก้ทุกข์
หรือดับร้อนทางจิต-ทางใจให้หมด หรือให้ลดน้อยลง
วิธีการปฏิบัตินั้น
ก็ไม่ต้องขอร้อง หรืออ้อนวอนจากใครที่ไหนทั้งนั้น
เพียงแต่เราเอาสติเข้ามาทำความรู้สึกตัว
มากหรือน้อยก็ตาม ให้จับความรู้สึก
ในการเคลื่อนไหวอิริยาบถทั้ง ๔ คือ ยืน-เดิน-นั่ง-นอน
ชื่อว่าเป็นการเจริญสติ หรือวิปัสสนาภาวนา
เอาชนะการเคลื่อนไหวของจิตใจที่เป็นกิเลสทุกครั้ง-ทุกคราว
เพราะรู้เท่า-รู้ทัน รู้กัน-รู้แก้ ทวนกระแสของกิเลสได้
เขาผู้นั้นชื่อว่าได้ใกล้ธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า
เพราะพระพุทธเจ้าก็ทรงทำอย่างนี้
และพระองค์ทรงสอนให้มีสติอยู่ทุกเมื่อ**
*ชนชาติใด-นุ่งห่มผ้าสีอะไรก็ตาม เข้าวัดฟังธรรม
รักษาศีล ให้ทาน เจริญกัมมัฏฐานอยู่ก็ตาม
หากไม่ทำความรู้สึกกับจิตใจนึกคิด-พูด-ทำแล้ว
เขาผู้นั้นยังห่างไกลคำสอนของพระพุทธเจ้า*
วิธีการปฏิบัติให้เห็นจริง มีดังต่อไปนี้
*การเห็นธรรมที่หลับตาเห็น นั่งหรือนอนก็ตาม
ที่เห็นสี-แสง ผี-เทวดา อินทร์-พรหม นรก-สวรรค์
อย่างนั้นมิใช่เห็นธรรมด้วยสติปัญญา
แต่เป็นมายาหรืออุปกิเลส หลอกลวงเราให้เป็นทุกข์*
ตรงกันข้าม **การเห็นธรรมด้วยสติปัญญา
เห็นรูป เห็นนามของตัวเองกำลังยืน-เดิน-นั่ง-นอน
คู้-เหยียด เคลื่อนไหว
เวลาทำการ-ทำงาน พูด
คิดดีหรือชั่ว…ก็เห็น รู้เท่า-รู้ทัน รู้กัน-รู้แก้ และเอาชนะความชั่วได้
ไม่ต้องทำไปตามความคิดชั่วที่เศร้าหมอง**
(การหลับตาเห็นแสง-สี ผี-เทวดา…)
ตรงกันข้ามกับ**การเห็นจิต-เห็นใจส่วนลึก
ที่นึก-ที่คิด…ไม่เป็นตัว-ไม่เป็นตน
เห็นด้วยสติปัญญาอย่างนี้ ไม่มียกเว้น
มันมีอยู่ในคนทุกคนแล้ว
พระพุทธเจ้า-พระองค์เห็นธรรมที่มีอยู่ก่อนแล้ว
ก็คือจิตใจที่สะอาด-สว่าง-สงบนี้เอง**
ตรงกันข้าม *ที่ไม่สะอาด-ไม่สว่าง-ไม่สงบ
พระองค์ทรงตรัสว่าเป็นกิเลส-เป็นทุกข์ เพราะโลภะ-โทสะ-โมหะ*
**เมื่อมีสติปัญญาเห็นอย่างนี้แล้ว
พระพุทธเจ้าทรงกล่าวว่า‘เป็นบุญกุศล’
ชื่อว่า‘รู้ตาม-เห็นตามพระพุทธเจ้า’ เรียกว่า‘อัศจรรย์อย่างยิ่ง’
เรียกว่า‘เหนือบุญ-เหนือบาป เหนือดี-เหนือชั่ว
เป็นอัพยากตาธรรม’**…”
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
————————————————————————————————
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
※ อย่าหลงตน-อย่าลืมตัว ※
※ ※
※ อย่าหลงกาย-อย่าลืมใจ ※
※ ※
※ อย่าหลงชีวิต ※
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
รู้สึกตัว…รู้สึกกาย รู้สึกใจ
_/|\_ _/|\_ _/|\_


ใส่ความเห็น