-※ สูตรสำเร็จอึดใจเดียว ๓ (๕/๕) ※-
“…ที่ผมว่านี่ หลวงพ่อคือกัน-พระหนุ่มเณรน้อยคือกัน
แล้วก็แม่ออก-พ่อออกก็คือกัน
ที่ญาพ่อว่านี่ ให้มีแนวความคิดไว้
อย่าเห็นแก่ความเกียจคร้าน-มักง่าย
ผู้ใดว่าหยังให้ (ก็)ต้องมาถามหลวงพ่อเบิ่งซะก่อน
(ว่า)มันควรหรือมันบ่ควร ยังค่อยเป็น(จึงค่อยเป็น)
อันนี้ผู้ใดแตะต้องบ่ได้ ปุ๊บปั๊บ(ก็)ฮ้อนขึ้นมา-บ่แม่นอันนั้นน่ะ
ปฏิบัติธรรมบ่ถูกแล้ว ผิดแล้ว
เพิ่นยังว่าเลิกละได้ ความยึดมั่น-ถือมั่นนี้มันจางเด๊
คล้าย ๆ คือน้ำหม่าข้าว(น้ำแช่ข้าว) ล้างหลายเทือน้ำขี้มวก
บ้านผมเอิ้น‘น้ำขี้มวก’ ล้างออกไปแล้ว-เหลือแต่เม็ดข้าวล้วน ๆ
หรือน้ำล้างเนื้อ-ล้างหลายเทือ มันจืดออกไป-เป็นจังซั่น
จึงว่า**‘ใครว่าจังใด-ก็เรื่องของขเจ้า บ่แม่นเรื่องของเฮา’
เพราะเฮาทำดีแล้วเด๊ ใครสิว่าชั่ว-ก็แล้วไป
เพราะเฮาเห็นพระธรรม-ทำอยู่นี่ นี่พระทำ**
พระทำ-บ่แม่นผีทำ พระเว้า-อันนี้บ่แม่นผีเว้า
พระคิด-อันนี้บ่แม่นผีคิด เพิ่นให้ฮู้จักจังซั่น
จึงว่า **‘พระธรรมนั้นบ่ต้องไปหาหรอก-หาบ่อน(ที่)อื่น’
ถ้าหาเป็นแล้ว-อยู่ใกล้ ๆ เฮานี้
มรรคผลนิพพานก็อยู่ใกล้ ๆ เฮานี่
อยู่หน้าผากเฮานี่** คือเพชร-คือทองคำอันว่านั่นแหละ
ครั้นร่อนออกแล้ว-มันสำเร็จ
ครั้นปนอยู่กับขี้โคลน-ขี้เลน ก็บ่สำเร็จแล้ว
มันก็ของตม-ของเลนหุ้มอยู่ ขี้ตม-ขี้วัว-ขี้ควายห่อหุ้มอยู่
มันก็บ่ได้เอาออกมาใช้แล้ว
**‘อันนี้แหละ-มีค่ามีราคามากที่สุด’** เพิ่นว่า
การให้ทานวัตถุสิ่งของนั่น จากครูบาอาจารย์เล่าให้ฟัง
จิหนาแน่นตั้งแต่พื้นดินขึ้นไปก็ตามซาง
ยังบ่เป็นการให้ทานธรรมอย่างสูงสุด
หรือจะบูชาพระพุทธเจ้าก็คือกัน จะบูชาด้วยข้าวตอกดอกไม้
แม้จะหนาแน่นตั้งแต่พื้นดินก็ตามซาง
เพิ่นว่า‘บ่เป็นการบูชาพระพุทธเจ้า’
เพิ่นว่า **ผู้ใดจะบูชาพระพุทธเจ้า
ผู้ใดจะเฮ็ดหยังต่อพระพุทธเจ้านั้น
เพิ่นว่า ต้องประพฤติธรรม
ผู้ใดรู้ธรรม-เห็นธรรม สมควรแก่ธรรม
นั่นแหละชื่อว่าเป็นการปฏิบัติธรรม
ชื่อว่าเป็นการบูชาพระพุทธเจ้า**
อันบูชา(ด้วย)ข้าวตอกดอกไม้นั้น กะดีแล้ว
ให้คนที่จิตใจอ่อนเฮ็ด
**เฮาต้องบูชาด้วยจิตใจเข้มแข็ง เอาพระธรรมไปนำ
เอาพระสงฆ์ไปนำ-เอาพระพุทธเจ้าไปนำ ไปไสอย่าลืม
อันนี้ชื่อว่า‘พระธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม
ไม่ให้ตกไปในที่ชั่ว’** แน่ะเพิ่นว่า
เฮาเรียนมาแล้ว แต่เฮาหากบ่ได้เอามาพิจารณา
เฮาไปติดตำรา-ไปเชื่อกันจังซั่น กราบอย่างนั้น-กราบอย่างนี้
ผมกราบเบญจางคประดิษฐ์ ครูบาสอนผม
กราบ-(ให้)นั่งคุกเข่า แล้วก็เอาหัวเข่ากับข้อศอกเข้าไปจุ๊กัน
เวลากราบก็เอาหัวแนบกับพื้น ก้นมันเงิงขึ้น(กระดกขึ้น)
ผมเลยมานั่ง-นั่งจ้อม ๆ(เข่าชิดกัน) เฮ็ดแข่งกัน-ลองเบิ่ง
แม๊ะ! ตัวเองต้องตำหนิตัวเองเด๊-บรรพชิต เฮาสวด
ตัวเองติเตียนตัวเองได้หรือไม่ ? ลองมากราบเบิ่ง
นั่งคุกเข่า เอาหัวเข่าเข้ามาป้อมป้องนี่เข้าไว้แล้ว
ไม่ให้มันไปไกล บ่ให้ก้นเรานี่ตีออกจากส้นน่อง
(แยกออกจากส้นเท้า)
กราบ…เอามือเฮ็ดอันนี้-หัวโป้งมือตั้งขึ้น
มันมาสิงาม ๆ อยู่ในใจตัวเอง มันสิชม ๆ ในใจตนเองนี่เด๊
(ว่า)มันถูก-มันเป็นจังซั่น มันสิชื่น ๆ ใจตนเอง-บ๊ะ!
กราบไป-กราบมา…หัด
(กราบเบญจางคประดิษฐ์)มี ๕ จังหวะ(คือ)
๑.เอามือลง ๒.เอาหัวลง ๓.เอามือมาใส่หัวเข่า
๔.เอามือมาใส่หน้าอก ๕.เอามือมาใส่หว่างคิ้ว
เอ้…มาว่า‘นะโมตัสสะ’ ลองเบิ่งดู
‘นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต แปลว่าขอนอบน้อม’
โอ…อันนี้วา-อันเบญจางคประดิษฐ์มี ๕ จังหวะ
มันนบก็อยู่นี่ มันน้อมก็อยู่นี่
๓ เทือแล้วน้อมตัวลง-แน่ะ น้อมก็น้อมให้คล้ายคือกัน
บ่แม่นผู้หนึ่งน้อมไปทางข้าง ผู้หนึ่งน้อมไปทางเอียง
โดยมากก็แม่ออกนี่แหละ-พ่อออกก็คือกัน
นั่งปะแหลดลงไปแล้ว ก็บ่อยากเฮ็ดแล้วบัดนี้
นั่งตะแคงกราบปั๊บ ๆ ๆ เอาแล้ว มันบ่ฝึกหัด
มันเป็นนิสัย-เป็นสันดานขี้คร้าน อย่าเฮ็ด
ต้องพยายามฝึกมันจริง ๆ
ก็เลยรู้จักกราบเบญจางคประดิษฐ์
อันนี้เป็นวิธี(กราบ)เบญจางคประดิษฐ์ มี ๕ จังหวะ
ไหว้ตัวเองบัดนี่ ยกมือไหว้ตัวเองนี่เฮ็ดอีกแบบหนึ่ง
ฮู้จักคุณดี-ความงามของเฮาแล้ว
ไหว้ตัวเองได้(ตั้ง)แต่มื้อนั้นมา ญาพ่อเป็นจังซั่น
ญาพ่อคำนึง นอนอยู่ก็คำนึง-นั่งอยู่ก็คำนึง-ไปไสก็คำนึง
คิดถึงความฮู้-ความหลัง
คิดถึงความฉลาด-ความบ่ทุกข์(ของ)ตัวเอง
มาคิดถึงพระพุทธเจ้า (ท่าน)เกือบตายไป
พระพุทธเจ้า ๖ ปี จึงได้ฮู้-ได้เห็น-จึงได้เข้าใจ
ได้เผยแผ่แก่คนอินเดีย ผู้ใดชอบก็ไป-(คน)อินเดีย
ผู้ใดบ่ชอบ-ก็บ่ไป ก็คือกันกับ(คน)ไทยเฮานี่แหละ
ยังมีอยู่แมะ(ยังมีอยู่นะ) ศาสนาดึกดำบรรพ์เก่าแก่
แต่ยังมีในประเทศอินเดีย
เข้ามาในฮอดเมืองไทยเฮานี่แล้วเด๊นี่
*พุทธศาสนาแก่นแท้นั้น-จึงว่ามีน้อย เพราะคนบ่ปฏิบัติเด๊
ไปปฏิบัติแต่เอาบุญเฉย ๆ (แต่)อยู่ไสบ่ฮู้-บุญน่ะ*
**บุญคือมันบ่ทุกข์เนี่ยะ** อันมันบ่ทุกข์นี้เพิ่นเอิ้นบุญเซ้า(บุญท่าน)
เห็นคนใดนั่งสบายอยู่ ก็ว่าบุญเซ้า
จักอยู่ไสบ่ฮู้-(บุญ) เว้าเป็นตายซือ ๆ(พูดเป็นเฉยๆ )
เพราะมันบ่มีตาทิพย์นั่นแหละ นี่เพิ่นว่าจังซั่น
ที่นำมาว่าให้ฟังหลังจากการทำวัตรเช้า
ก็นึกว่าทุกคนจำได้ง่าย ๆ
วางโครงสร้างที่ว่านี่แหละ ให้มันงามขึ้น
พร้อมกันทำวัตรเช้า-ทำวัตรเย็น
แล้วก็ผู้ใดทำเป็นแล้ว-ก็ต้องให้มันเป็นไป ว่าให้มันดัง-ผู้นำ
พยายามทำ นั่งตรง ๆ อย่าให้มันโงกมันเหงา-พยายาม
เฮาชอบนั่งสงบ (แต่)มันบ่สงบ-อันนั้นน่ะ
**‘ความสงบ’แปลว่าหยุด** นี้ผมจึงรู้จักว่าหยุดละทีนี้
บ่ไปศึกษากับครูบาอาจารย์องค์ใดละ นี่…ความสงบน่ะ
อันนี้จึงเป็นความสงบในหลักพระพุทธศาสนา
ถ้าหากเฮาแสวงหาครู-หาอาจารย์อยู่ บ่สงบ
มันสิสงบตายมันหยัง(มันจะสงบได้อย่างไร) สงบก็คือเซาซั่นวะ
สิไปหาไผ มันจบหลักสูตรมันแล้ว-มันสำเร็จมาแล้ว
พระพุทธเจ้าบอกว่าไม่ต้องไปหาใคร นี่เพิ่นว่า
แต่ว่าผมบ่ได้เป็นพระพุทธเจ้า
ผมเป็นเพียงรู้ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า
จึงนำมาแนะนำพวกเฮาหลังจากทำวัตรเช้ามื้อนี้แล้ว
ทำวัตรเช้า-ก็เว้าสู่ฟัง ทำวัตรเย็น-ก็เว้าสู่ฟัง
เพื่อให้เราทุกคนเอาไปใช้กับชีวิตของเราจริง ๆ
ปีนี้ฝึกกันจริง ๆ
ฝึกกันทางโครงสร้าง-ฝึกกันทางจิตใจ ให้เข้าใจจังซั่น
ผู้ใดขี้คร้าน-ไล่หนี มันเปลืองสถานที่
ใช้ฟืน-ใช้ไฟ ใช้เสื้อ-ใช้ผ้า…เป็นจังซั่น แล้วก็ที่อยู่-ที่อาศัยก็คับ
ต้องการคนดี คนบ่ดี-เอามาไว้เฮ็ดหยัง
มันสอนบ่ได้ มันสันดานของผี-มันสันดานของสัตว์
คนที่ดี มันเว้าง่าย-สอนง่าย…มันก็ได้กว้างออกไป
คน ๆ เดียวสอนหมู่สิร่อนบ่(จะเข้าถึงหรือ)
ปีนี้ได้สัก ๒ คน ปีหน้าได้จัก ๔ คน…มีสมาชิกขึ้นมา
อย่างพระยัสสะ พระพุทธเจ้าท่านสอน
พระยัสสะมีเพื่อนหลายคน
(พระยัสสะก็)ไปเว้าเอาเพื่อนมาปฏิบัติธรรมะ
การเผยแผ่ธรรมะในประเทศอินเดียก็ก้าวหน้าขึ้น
เอาแหละ ที่ผมมาให้ข้อคิดเป็นเครื่องเตือนจิตสะกิดใจในวันนี้
ก็เห็นว่าสมควรแก่เวลาแล้ว
ท้ายที่สุดนี้ พระเณร-ญาติโยมฟังธรรมะ
ที่ผมนำเอาคำสั่ง-คำสอนของพระพุทธเจ้ามาเล่าสู่ฟัง(ใน)วันนี้
ผมขออ้างอิงเอาคุณของพระพุทธเจ้า
และพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
และคุณของพระอรหันตสาวก(ของ)พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
มาเตือนจิตสะกิดใจของพวกเฮา
**ให้พวกเฮาได้รู้แจ้ง-เห็นจริงตามความเป็นจริง
อย่างที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ในข้อที่ ๔ ว่า
‘สัตว์ทั้งหลาย เราผู้เป็นตถาคตไปถึงแล้วแห่งนั้น
แล้วจึงนำมาสอนพวกเธอทั้งหลาย ให้พวกเธอทั้งหลาย
จงประพฤติปฏิบัติอย่างเราตถาคตนี้
ก็จะรู้-จะเห็น-จะเป็น-จะมีอย่างเราตถาคตนี้
เห็นคือว่า‘พุทธานุพุทธัง’อันหนึ่ง
อันหนึ่งว่า‘ผุฏฐัสสะ โลกะ ธัมเมหิ จิตตัง’-นี่อันหนึ่ง
อันนี้เป็นสิ่งที่ทุกคนควรรู้-ควรเห็น
เพราะน้ำกับตมนั้น มันบ่แม่นอันเดียวกัน
ตมเลนต่างหากมาเฮ็ดให้น้ำขุ่น น้ำมันบ่ขุ่น
จิตใจเฮาก็คือกัน
ถ้าเฮาฮู้จักอย่างนี้แล้ว-เราจิค่อย ๆ ตามไป
พระพุทธเจ้าจึงว่า
‘อันจิตใจสะอาด-จิตใจสว่าง-จิตใจสงบ-จิตใจบริสุทธิ์’
ครั้นจิตใจบริสุทธิ์แล้ว ขี้ตมก็บ่ไปเฮ็ดให้น้ำขุ่นได้อีกแล้ว
จิตใจเราก็ผ่องใส ขี้ตมก็เป็นตะกอนทะลุออกก้นพู้น
จิตใจว่องไว-มันก็เบาแล้วบัดนี่ มันก็มองเห็นได้
สามารถมองเห็นอันใดได้ทุกอย่างเด๊ เพิ่นว่าจังซั่น
ขอให้ทุกคน-ทุกคน พบเห็นเอาในชีวิตนี้
หรือเวลาอันใกล้นี้ จงทุก ๆ คนเทอญ.”**
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
————————————————————————————————
‘สูตรสำเร็จอึดใจเดียว ๑-๔’
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ พูดไว้
ณ สำนักปฏิบัติธรรมทับมิ่งขวัญ อ.เมือง จ.เลย
ก่อนท่านจะมรณภาพประมาณเดือนเศษ
โดยท่านตั้งใจที่จะพูดฝากไว้สำหรับผู้ที่สนใจ
จะได้นำไปใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติ
อันเป็นทางนำไปสู่การพ้นทุกข์ด้วยตนเอง
‘สูตรสำเร็จ’นี้ เป็นวิธีลัดสั้นและตรงที่สุด
ท่านจึงได้ให้ชื่อว่า ‘สูตรสำเร็จอึดใจเดียว’
————————————————————————————————
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
※ อย่าหลงตน-อย่าลืมตัว ※
※ ※
※ อย่าหลงกาย-อย่าลืมใจ ※
※ ※
※ อย่าหลงชีวิต ※
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
รู้สึกตัว…รู้สึกกาย รู้สึกใจ
_/|\_ _/|\_ _/|\_


ใส่ความเห็น