“…ความสงบนั้น จึงว่ามีอยู่ ๒ อย่าง
ความสงบแบบอยู่ในถ้ำนั้น เป็นความสงบแบบหนึ่ง
เป็นความสงบแบบไม่เห็น แบบไม่รู้จักถ้ำ
ส่วนความสงบแบบนอกถ้ำนี้ มันไม่ใช่ความสงบแบบนั้น
**คำว่า‘เห็นแจ้ง’นี้ มันเป็นความสงบอันหนึ่ง
‘สงบเพราะเห็นแจ้งนี้ สงบอันใด ?’ ว่าอย่างนั้น
สงบจากโทสะ-โมหะ-โลภะ สงบจากความหลงผิด
อันนี้แหละ สงบเพราะการเห็นแจ้ง
เมื่อแจ้งแล้ว มันก็สงบ**
อันนี้จะเรียกว่า‘ไม่ใช่ความสงบ’ก็ได้
หรือจะเรียกว่า‘เป็นความสงบ’ก็ได้
เพราะคำว่า‘สงบ’นั้น ก็เป็นเพียงคำสมมติพูด
**สงบแบบนี้ไม่มีกิเลส เพราะเห็นกิเลสอยู่เสมอ**
พระพุทธเจ้าท่านสอนมาแบบนี้
อย่างไรก็ตาม เราก็ต้องการอยู่ดีล่ะ-ต้องการความสงบ
เพียงแต่เราไม่รู้จักวิธีที่จะไปจับสวิตช์ไฟฟ้าเท่านั้นเอง
เมื่อใดเรารู้จักวิธีจับสวิตช์ไฟฟ้าแล้ว
ถึงเวลามา เราต้องไปจับที่สวิตช์มัน
กดปั๊บ มันจะไปทำความสว่างอยู่ที่หลอดโน่นเลย
อันนี้ก็เหมือนกัน
**เมื่อเราเจริญวิปัสสนาแบบถูกต้องแล้ว
ว่าแต่มีคนพูดขึ้นมา ดีก็ตาม-ชั่วก็ตาม
สติปัญญาของเรานี้มันจะไวที่สุด มันจะทำหน้าที่ของมัน
ความไวของสติปัญญาที่เกิดจากการเจริญวิปัสสนานี้
เปรียบอีกอย่างก็ว่า‘เหมือนอย่างแมวกับหนู’
หนูมันจะไวขนาดไหนก็ตาม แมวมันจะคอยจ้องอยู่แล้ว
พอดีหนูกระโดดมา แมวตะครุบจับปั๊บเลย**
พอแมวจับปั๊บ หนูมันสลุดใจ(ช็อค)
คล้าย ๆ กับคนใจขาดนี่แหละ ตายก็ว่าได้
แมวจับปุ๊บ ใจขาดปั๊บเลยหนู
เลือดไม่วิ่งเลย เพราะตกใจสุดขีดที่ไม่เคยถูกแมวจับ
แมวกินหนู จึงไม่มีเลือด
อันนี้ก็เหมือนกัน **เมื่อเราคอยดูอยู่อย่างนี้
พอดีมันคิดปั๊บ ความคิดจะถูกหยุดทันที
เพราะเราเห็นแจ้ง-รู้จริง รู้เท่า-รู้ทัน รู้จักกัน-รู้จักแก้
รู้จักเอาชนะมันได้
จิตใจเราก็เลยไม่ได้ถูกปรุงแต่งไป ไม่มีกิเลส**
นี่ ! พระพุทธเจ้าสอนมาแบบนี้
ดังนั้น**การเห็นแจ้งอย่างนี้แหละ มันเป็นบุญ
มันเป็นกุศลอย่างสูงสุดในทางพระพุทธศาสนา**
หรือจะพูดอีกอย่างหนึ่ง ก็เรียกว่า‘เห็นธรรม’ก็ว่าได้
**‘เห็นธรรมอย่างไร ?’ ว่างั้น
เห็นธรรมส่วนนอก คือเห็นรูป-เห็นนาม
หรือเห็นกำลังทำ-กำลังพูด-กำลังคิด
อันนี้เป็นส่วนหนึ่ง
เห็นจิตใจกำลังนึกคิดขึ้นมานั้น
เป็นการเห็นธรรมอีกส่วนหนึ่ง
เพราะจิตใจนั้นมันไม่เป็นตนเป็นตัว มองไม่เห็นด้วยตา
ต้องเห็นด้วยสติปัญญา**
ท่านว่า‘อินทรีย์แหลมคม’ ท่านว่าอย่างนั้น
จักษุอินทรีย์-อินทรีย์แหลมคม
**รู้เท่า-รู้ทัน รู้กัน-รู้แก้ รู้จักเอาชนะมันได้
อันนี้ท่านว่า‘เห็นธรรมส่วนลึก’
ธรรมะส่วนนี้ คนทุกคนเกิดมาก็มีอยู่แล้ว
มันมีในคนทุกคน ไม่ยกเว้น**
พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า ‘ธรรมนั้นมันมีอยู่ก่อนแล้ว’
จะเปรียบก็ว่า *‘คนเราเกิดมา-มันก็มีสิ่งนี้อยู่
เพียงแต่มันคว่ำหน้าอยู่เท่านั้น’*
คล้าย ๆ กับของที่มันคว่ำอยู่
แล้วไม่มีผู้ใดจะมาหงายหน้ามันขึ้นมาได้ จึงไม่เห็น
หรือว่าของที่ปิด ไม่มีผู้ใดมาไขได้
บัดนี้พระพุทธเจ้าของเรานี้แหละ มาเปิดหน้ามันขึ้นมา
มาหงายออกให้คนมองเห็นได้ทันที
หรือว่ามันมีเกลียวรับกันอยู่ ท่านก็มาคลายเกลียวมันออก
ดังนั้นเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จไปเทศน์ ไปแสดงธรรมที่ใดนั้น
ผู้ใดได้ตั้งใจฟังแล้ว ย่อมได้ดวงตาเห็นธรรม
หรือได้กระแสพระนิพพาน
ท่านว่าอย่างนั้น…”
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
————————————————————————————————
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
※ อย่าหลงตน-อย่าลืมตัว ※
※ ※
※ อย่าหลงกาย-อย่าลืมใจ ※
※ ※
※ อย่าหลงชีวิต ※
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
รู้สึกตัว…รู้สึกกาย รู้สึกใจ
_/|\_ _/|\_ _/|\_


ใส่ความเห็น