“…ท่านที่เคารพทั้งหลาย ชาย-หญิง เด็กและผู้ใหญ่
ไทย หรือชนชาติใด-ภาษาใด นุ่งห่มผ้าสีอะไรก็แล้วแต่
ที่แสดงตนเป็นชาวพุทธ จิตใจบริสุทธิ์
ทุกวันนี้ มีผู้ประกาศศาสนาผี-ศาสนาพรามหมณ์
เราเคยทำบุญ-ให้ทาน-รักษาศีลกันมามากต่อมากแล้ว
*อันการทำบุญ-ให้ทาน-รักษาศีลนั้น ก็ดีอยู่แล้ว
แต่เราทั้งหลายจะย่ำเท้าอยู่เพียงเท่านั้นหรือ ?*
**จงตื่นขึ้นเถิด
จงคำนึงถึงตัวเองว่าเราเกิดมาทำไม
มีชีวิตอยู่เพื่ออะไร สิ่งสูงสุดที่เราจะได้-ที่เราจะทำคืออะไร ?**
เพราะโดยปกติ คนส่วนมากไม่เคยคำนึงถึงตัวเอง
อันการเกิดเป็นคนได้นั้นแสนยากยิ่งนัก
บางคน-มารดาตั้งครรภ์ได้เดือน-๒ เดือน แท้งออกมา-ก็มีมาก
บางคนคลอดออกมาจากท้องของมารดาได้ ๑ วัน ๒ วัน ๑๐ วัน…ตายก็มีมาก
บางคน(เกิด)ได้ ๑ ปี ๒ ปี ๑๐ ปี ๒๐ ปี ๓๐ ปี ถึง ๘๐ ปี…ตายไปก็มีมาก
ที่เรามีชีวิตจิตใจอยู่ทุกวันนี้ อุปมาเหมือนกับน้ำที่ไหลไป-ไม่มีที่เก็บ
เพราะเราไม่เคยกำหนดการเคลื่อนไหวไป-มา อันเป็นธรรมชาติของคนทุกคน
บางคนเกิดมาเป็นคนรูปสวย-รวยทรัพย์ บาคนเป็นคนยากจน-ลำบาก
ไม่เหมือนกัน
แต่*ที่เหมือนกันก็คือเกิด-แก่-เจ็บ-ตาย* ด้วยการเจ็บหัว-ปวดท้องเข้า…แล้วตาย
หมดลมหายใจเหมือนกัน *ไม่มีใครล่วงพ้นจากสิ่งเหล่านี้ไปได้*
ทั้งคนสวย รวย หรือจน…ก็ต้องพบความแก่-เจ็บ-ตายนี้เหมือนกัน
ฉะนั้น **ถ้าเราได้หันกลับเข้ามาดูตัวเอง…ให้เห็น-ให้รู้-ให้เข้าใจแล้ว…ก็เป็นบุญ-เป็นกุศลอย่างยิ่ง**
เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เราเคารพนับถือ
ตรัสว่า*‘บุคคลใดที่ประมาท แม้มีชีวิตอยู่-ก็เหมือนคนตายแล้ว*
ตรงกันข้าม
**คนใดที่มีสติตื่น เห็นตัว-รู้ตัวอยู่เสมอ…เรียกว่าบัณฑิต’**
การมีสติรู้การเคลื่อนไหวในอริยาบถทั้ง ๔ คือ ยืน-เดิน-นั่ง-นอน
และอิริยาบถย่อย เช่น คู้-เหยียด เคลื่อนไหว กะพริบตา
อ้าปาก ก้ม-เงย เอียงซ้าย-เอียงขวา หายใจเข้า-หายใจออก
กลืนน้ำลายผ่านลงไปในลำคอ ให้มีสติกำหนดรู้
สิ่งเหล่านั้น-คนอื่นเห็นได้ นี่เป็นบุญ-เป็นกุศลอย่างหนึ่ง
แต่ชีวิตจิตใจของเราจริง ๆ นั้น…ไม่มีตัว-ไม่มีตน คนอื่นไม่สามารถมองเห็น
ฉะนั้น **การมีสติ รู้จิต-รู้ใจ…รู้ความคิดของตนเองจริง ๆ
เป็นยอดบุญ-ยอดกุศลอย่างยิ่ง
บุคคลใดเห็นความคิดของตนเอง ท่านผู้รู้กล่าวว่า‘ผู้นั้นเห็นพระพุทธเจ้า’**
เรื่องนี้ พระองค์ตรัสกับพระวักกลิว่า‘ดูก่อนวักกลิ ผู้ใดเห็นธรรม-ผู้นั้นเห็นเรา
ตรงกันข้าม ผู้ใดไม่เห็นธรรม-ผู้นั้นก็ไม่เห็นเรา
แม้จะจับชายจีวรหรือจับนิ้วมือเราอยู่ ก็ไม่เห็นเรา’
**การเห็นธรรม ก็หมายถึงการเห็นชีวิตจิตใจส่วนลึกจริง ๆ ของเรานั้นเอง**
และคราวหนึ่ง พระองค์ตรัสกับองคุลีมาลที่วิ่งตามพระองค์-จะเอาชีวิตของพระองค์
พระองค์ไปขวางหน้า องคุลีมาลก็เลยร้องถามพระองค์ว่า‘สมณโคดม-ทำไมถึงไม่หยุด ?’
พระองค์เลยตรัสตอบองคุลีมาลว่า‘เราหยุดแล้ว-แต่องคุลีมาลซิยังไม่หยุดจากการทำชั่ว-ทำบาป’
เท่านั้น…องคุลีมาลก็ได้สติ-เกิดศรัทธา (เกิด)การหยุดทางจิต-ทางใจ
ดังนั้น **การหวนกลับมาดูชีวิตจิตใจของเรา จึงจัดว่าเป็นบุญ-เป็นกุศลมหาศาลยิ่ง
เพราะเป็นการเดินตามไปหาพระพุทธเจ้า เป็นการเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าอย่างแท้จริง
เพราะพระพุทธเจ้าคือธรรม ธรรมก็คือพระพุทธเจ้า
การเห็นชีวิตจิตใจของตนเอง ก็คือเห็นธรรม
ฉะนั้นชาวพุทธบริษัท หากมีสติหันกลับเข้ามาดูตัวเอง-เพื่อให้รู้ชีวิตจิตใจของตนเอง
ไม่เพียงแต่การให้ทาน-รักษาศีลเท่านั้น
ก็จะพบพระพุทธเจ้า พ้นไปจากความทุกข์ทั้งมวล
และได้ชื่อว่าเป็นพุทธบริษัทได้ ๑๐๐%”*
อันการทำบุญ-ให้ทาน เช่น ขุดบ่อน้ำ สร้างกุฏิ-วิหาร ศาลาการเปรียญ
และอื่น ๆ อีกก็ตาม นับว่าเป็นบุญ-เป็นกุศลเหมือนกัน…แต่ยังไม่มากเท่าการรักษาศีล
การรักษาศีลก็นับว่าเป็นบุญ-เป็นกุศล ก็ยังไม่เท่าการทำสมถกัมมัฏฐานที่ทำให้จิตใจสงบได้ชั่วครั้ง-ชั่วคราว
การทำสมถกัมมัฏฐาน ก็ยังไม่เท่าการไปนิมนต์เอาพระพุทธเจ้า
พร้อมด้วยพระอรหันตสาวกที่มีอยู่ในโลกมาประชุมพร้อมกัน
แล้วได้ทำบุญ-ให้ทานทุกอย่างตามความปรารถนาของตน ว่าเป็นบุญ-เป็นกุศลอย่างยิ่งก็ตาม
ท่านผู้รู้ทั้งหลายกล่าวว่า‘ยังไม่มากเท่า**การเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน
อันมีการกำหนดรู้อาการยืน-เดิน-นั่ง-นอน และคู้-เหยียด เคลื่อนไหว
เป็นการเอาสติกลับเข้ามากำหนดดูตัวเอง และทำความรู้สึกตัวทั่วพร้อม
สามารถทำความรู้แจ้ง-เห็นจริงในจิตใจส่วนลึก ที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตา
สามารถมองเห็นได้ด้วยสติ-สมาธิ-ปัญญาของตน และทำได้อยู่เช่นนั้นทุกเวลานาที
จึงนับว่าเป็นบุญ-เป็นกุศลอย่างสูงสุดในทางพระพุทธศาสนา หรือว่ายอดบุญ-ยอดกุศล
เป็นทางสวรรค์-นิพพานก็ได้ เรียกว่า‘เจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน’
เพราะพระพุทธองค์ก็ปฏิบัติอย่างนั้น และนำมาสอนพระสาวก(ให้)ได้รู้ตาม-เห็นตามอย่างนั้น
และมีวิธีรู้อย่างนั้น และเมื่อพระองค์ยังทรงพระชนม์อยู่-ก็แสดงธรรมอย่างนั้นให้แก่พุทธบริษัทฟัง
ได้รู้ตาม-เห็นตาม เข้าใจจริงในสัจธรรมนั้น ๆ
เมื่อผู้ฟังตั้งจิต-ตั้งใจฟังแล้วจำ นำไปประพฤติ-ปฏิบัติตาม…ก็สามารถรู้
และเข้าถึงสัจธรรมได้เหมือนกัน การทำอย่างนี้-อึดใจเดียวก็ได้…ไม่ยาก
แล้วนำไปใช้กับกิจการงานทุกอย่าง**
*พุทธบริษัทไม่สนใจอย่างนี้ จึงทำให้จิตใจเป็นทุกข์อยู่ตลอดกาล*
*การโกรธคนอื่น-เหมือนจุดไฟเผาตัวเอง อันความโกรธไม่มีที่เรา-จะเอาเข้ามาทำไม ?*
**อันชีวิตจิตใจของคนทุกคน สะอาด-สว่าง-สงบอยู่แล้ว**
ตรงกันข้าม *ที่มันไม่สะอาด-ไม่สว่าง-ไม่สงบนั้น…เราคว้ามันเข้ามาทีหลัง
เพราะความหลงผิด-เป็นยอดของมลทินทั้งหลาย ชื่อว่า‘กิเลส’*
ตรงกันข้าม **ความไม่หลง-เป็นยอดของกุศลทั้งหลาย**
*การทำทุกอย่าง หากไม่พูดถึงเรื่องทำลายกิเลสประเภทโลภะ-โทสะ-โมหะแล้ว
ชื่อว่า‘คำสอนนั้นเป็นโมฆะ’*
เราจะไม่มัวโทษสังคมว่าเป็นเหตุให้เราต้องชั่ว หรือมัวโทษคนเลวทั้งหลาย
ว่าทำให้สังคมทั้งหลายเสื่อมทราม แต่เราจะโทษคนดีของสังคมนี่แหละ
ที่เอาแต่คุดคู้ ซุกซ่อนตัว ผลักไส เอาตัวรอด
ไม่กล้าประกาศความดี-ความจริงอย่างอาจหาญ เป็นสำคัญ
ต่อไปนี้ ความดี-ความจริง…จะต้องประกาศให้มากขึ้น
ยุคของคนดีเอาแต่หดหัวนั้น พอกันที-พอกันเถิด
สังคมเราได้เสื่อม เพราะเหตุนี้มานานแล้ว”
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
————————————————————————————————
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
※ อย่าหลงตน-อย่าลืมตัว ※
※ ※
※ อย่าหลงกาย-อย่าลืมใจ ※
※ ※
※ อย่าหลงชีวิต ※
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
รู้สึกตัว…รู้สึกกาย รู้สึกใจ
_/|\_ _/|\_ _/|\_


ใส่ความเห็น