รู้สึกกาย รู้สึกใจ 15 มิถุนายน 2022

“…‘ศาสนาแปลว่าคำสั่งสอนของท่านผู้รู้’ อันนี้ถูกน้อย

**ศาสนาแปลว่าที่พึ่ง อันนี้ถูกมาก

พึ่งอะไร ?

พึ่งการกระทำ การกระทำเช่นนี้พึ่งได้จริง ๆ**

‘ศาสนา’ จึงหมายความว่าที่พึ่งได้

เราเคยเรียนนักธรรมตรี-โท-เอก

หรือเรียนบาลี สอบได้ถึงประโยค ๙

(แต่)ยังมีข้อสงสัยอยู่ อันนั้นชื่อว่าได้ประโยชน์น้อย

ยังไม่สมกับประโยชน์ที่มาปฏิบัติ

เรียนนักธรรมตรี-โท-เอก ถึงประโยค ๙

อย่างน้อย ผมเข้าใจว่าอย่างน้อย ๑๐ ปี-จึงจะจบ

บัดนี้มาปฏิบัติแบบนี้ ไม่ถึง ๑๐ ปี จริง ๆ

ความรู้อันนี้อาจจะซาบซึ้งมั่นคงมากกว่าประโยค ๙

เพียงประโยค ๙ เป็นตำราที่พูด

ไม่ใช่เรื่องที่จะมาปฏิบัติให้เป็นอย่างนั้น

**ตอนปฏิบัตินี้ เพียงเอาสติ

มายกมืออย่างนี้ รู้สึกตัว

เอามือคืนมาอย่างนี้ รู้สึกตัว

กำมือ-เหยียบมือ รู้สึกตัว

หรือเอามือสัมผัสกันอยู่-เอานิ้วสัมผัสกัน (รู้สึกตัว)

อันนี้เป็นวิธีปฏิบัติในหลักสูตรนักธรรมตรี-หมวดต้นที่สุด**

ท่านว่า ‘ธรรมมีอุปการะมาก ๒ อย่าง

๑. สติ-ความระลึกได้

๒. สัมปชัญญะ-ความรู้สึกตัว’

อันสติ-ความระลึกได้ ก็คือว่าเราสัมผัสมือ-เรารู้…นี่ระลึกได้

สัมปชัญญะ-เรารู้ตัวเรานี้ เป็นอันเดียวกัน

**การทำความรู้สึก(ตัวด้วยการ)กำมือ-เหยียดมือนี้แหละ

มีอานิสงส์มาก มีคุณค่ามาก

ไม่สามารถเปรียบเป็นเงิน-เป็นทองได้

ดังนั้นความสุขหรือความไม่ทุกข์อันนี้ จะเอาเงินไปซื้อไม่ได้

แม้จะมีเงินล้าน หรือ ๑๐ ล้าน

มีเงินสักพันล้านนี้กองท่วมหัวเรา จะเอาไปซื้อก็ไม่ได้

เรื่องนี้ มันต้องเป็นวิธีปฏิบัติเอาเอง

ให้มันโพลงตัวขึ้นมาเอาเอง เพราะมันมีอยู่แล้ว**

อย่างที่ผมว่านี้ อาจเข้าใจว่าไม่ให้ทำบุญ-ให้ทาน

อันนั้นเป็นความเข้าใจผิด

การทำบุญให้ทาน-รักษาศีล เปรียบเหมือนข้าวเปลือก

คนกินข้าวเปลือกไม่ได้ แต่ถ้าเอาข้าวเปลือกทิ้งจะเป็นอย่างไร ?

ปีหน้าไม่มีข้าวทำพันธุ์ ไม่มีพันธุ์ข้าวเปลือกมาปลูกอีก

ฉะนั้นการทำบุญให้ทาน-รักษาศีล เป็นข้าวเปลือก

การทำความสงบ-เป็นข้าวสาร กินไม่ได้

สงบ จึงว่า มี ๒ อย่าง

สงบสมถกรรมฐานแบบหนึ่ง สงบวิปัสสนาแบบหนึ่ง

ความสงบสมถกรรมฐานนั้น ต้องนั่งหลับตา

หรือไม่นั่งหลับตา ก็ดูลมหายใจ

เมื่อดูลมหายใจมันสั้นเข้า-ละเอียดเข้า ลมหายใจละเอียดเข้า

มันเลยหลงต้นลมหายใจ

เมื่อมันหลงต้นลมหายใจแล้ว

บัดนี้ ปลายลมหายใจก็หลงพร้อมกัน

*เมื่อหลงนั้นก็เลยสงบ รู้สึกบ้าง-ไม่รู้สึกบ้าง*

สงบตัวนี้มันทำให้ตัวแข็ง

บัดนี้ อาจารย์ที่สอนกรรมฐานท่านว่า

‘อันนี้เป็นสมาบัติ เข้านิโรธได้’

อันนี้ถูก-แต่ไม่ถึง ๑๐๐% อย่างมากไม่เกิน ๕๐%

*วิธีนี้นั้น…ความโลภ-ความโกรธ-ความหลง ไม่ได้รู้เรื่องเลย

เพราะหลงอยู่ในโมหะแล้ว

ความหลงกับโมหะ เป็นอันเดียวกัน

หลงอะไร ?

หลงต้นลมหายใจ ไม่ได้เห็นความคิด

อันนี้เรียกว่า‘สมถกรรมฐาน’ เป็นอุบายให้สงบจิต*

**ตัววิปัสสนากรรมฐานที่สงบนั้น

สงบจากโมหะ-โลภะ-โทสะไม่มารบกวน

อันสงบแบบนี้ แม้จะไปอยู่ที่ไหนก็ตาม

ไม่ต้องนั่งหลับหูหลับตาอะไรทั้งนั้น

หูก็ได้ยินเสียงคนพูด ตาก็จะได้เห็นคนผ่านไปผ่านมา

จิตใจมันคิด-ก็จะเห็น แต่มันสงบอย่างนี้

เมื่อพูดถึงความสงบอย่างนี้ ท่านทั้งหลายคงจะเข้าใจ

จึงว่าความสงบมีอยู่แล้ว

จิตใจของคนมันมีอยู่แล้ว ที่สะอาด-สว่าง-สงบ**

ตรงกันข้าม

*ไม่สะอาด-ไม่สว่าง-ไมส่งบนั้น ไม่ใช่ชีวิต-ไม่ใช่จิตใจ

มันเป็นกิเลส*

จึงว่า‘ให้หาวิธีปราบกิเลส’ แต่ความจริงกิเลสไม่ได้มี

เมื่อไม่ได้มี (จะ)ปราบมันได้โดยวิธีใด ?

ก็จึงว่า **‘มาทำความรู้แจ้ง-เห็นจริง-เข้าใจจริง

สัมผัสได้จริง ๆ กับความคิดนี้’

เมื่อเห็นอันนี้แล้ว ความหลงผิดจึงไม่มี**…”

หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

————————————————————————————————

※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※

※ อย่าหลงตน-อย่าลืมตัว ※

※ ※

※ อย่าหลงกาย-อย่าลืมใจ ※

※ ※

※ อย่าหลงชีวิต ※

※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※

รู้สึกตัว…รู้สึกกาย รู้สึกใจ

_/|\_ _/|\_ _/|\_

ไม่มีคำอธิบายรูปภาพ


Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *