“…*คนส่วนมากไม่ค่อยเข้าใจวิธีดับกิเลส
ตรงกันข้าม พวกเขากลับศึกษาหาวิธีเพิ่มกิเลส-กิเลสจึงมีมากขึ้น
พวกที่เป็นคน เทวดา-อินทร์ พรหมที่ไม่มีกิเลส…ก็จะไปสู่สุคติ
ในทางที่ตรงกันข้าม คน เทวดา-อินทร์ พรหมที่มีกิเลส…ก็จะไปสู่ทุคติ
ที่พูดนี้ เชื่อแน่ว่ามีอยู่ในคนทุกคน
ไม่ยกเว้นชายหรือหญิง เด็กหรือผู้ใหญ่*
ท่านที่รักทั้งหลาย ที่กล่าวมานี้
อย่าเพิ่งด่วนปฏิเสธ และอย่าเพิ่งด่วนรับ
จงพิจารณาด้วยเหตุผลตามแนวทางพระพุทธเจ้า
พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ละธรรม ๓ อย่าง
แล้วทรงสอนให้สร้างความดี เรื่องนี้มีอยู่ในธรรมหมวดไหน ?
เรื่องนี้มีอยู่ในตำรานานแล้ว ใครอ่าน-ใครเรียน…ก็รู้ได้
ที่ทรงสอนให้ละธรรม ๓ อย่าง ก็คือ
ให้ละการกระทำชั่วทั้งทางกาย-วาจา-ใจ
จากนั้นก็สอนให้สร้างความดี
คือ**สอนให้สร้างสมสัมมาทิฏฐิ คือความเห็นถูก
เมื่อเห็นถูกแล้ว การเดินทางต้องถึง(จุดหมาย)
แล้วในลำดับต่อไป สอนให้สร้างสมาธิ-สติ-ปัญญา
การสอนอย่างนี้ถูก ๑๐๐% เพราะสอนให้ละโลภ-โกรธ-หลง**
ส่วนเรื่องที่พระองค์ทรงสั่งสอนว่า‘ให้ละธรรมหมวดนั้น-หมวดนี้
แล้วให้เจริญธรรมหมวดนั้น-หมวดนี้
และให้ตั้งอยู่ในธรรมหมวดนั้น-หมวดนี้’
หากยังละโลภ-โกรธ-หลงไม่ได้ ก็ยังไม่ถูกถึง ๑๐๐%
อุปกรณ์ของวิปัสสนามีกี่อย่าง อะไรบ้าง ?
อุปกรณ์ของวิปัสสนามีอยู่ ๓ อย่าง คือ
‘สัมมาทิฏฐิ’ คือความเห็นถูก
เมื่อเห็นถูก การเดินทางก็ถึงจุดหมายได้
ด้วยสมาธิ-สติ-ปัญญา
อย่างนี้ถูก ๑๐๐% เพราะละโลภ-โกรธ-หลงได้
ส่วนที่กล่าวกันว่า
อุปกรณ์ของวิปัสสนา คือวัดวา-อาราม กุฏิ-วิหาร เสนาสนะนั้น
ยังถูกไม่ถึง ๑๐๐% เพราะละโลภ-โกรธ-หลงไม่ได้
เรื่องของวิปัสสนานี้ คนส่วนมากเข้าใจว่า
สมาธิต้องนั่งหลับตา หรือต้องแบกกลดเข้าป่า
นั่งหลับตา ภาวนาคาถาบทนั้น-บทนี้…เพื่อให้ได้นิมิต
เห็นเทวบุตร เทวดา-อินทร์ พรหมบนสวรรค์
หรือไม่ก็เห็นนรก-เห็นผี รวมทั้งเห็นแสง-สีต่าง ๆ
แล้วก็กล่าวว่า‘ตัวเห็นธรรม-รู้ธรรม’
บางคนก็กล่าวว่า ‘ต้องเข้าไปอยู่ในถ้ำที่มืดมิด
แล้วนั่งหลับตาภาวนาคาถาบทนั้น-บทนี้
เพื่อให้เห็นแสงต่าง ๆ หรือไม่ก็นั่งให้สงบและได้ความสุข’
บางท่านก็ภาวนา‘พุท-โธ’ บางท่านก็ภาวนา‘สัมมา-อะระหัง’
บางท่านก็ภาวนา‘ยุบหนอ-พองหนอ’
บางท่านก็ภาวนาดูลมหายใจ เรียกว่า‘อานาปานสติ’
*เมื่อคนใดชำนาญเรื่องใด ก็ว่า‘เรื่องนั้นถูก-เรื่องอื่นผิด’
นี้ทำให้ติดพิธี-ติดครูบาอาจารย์ ไม่(สามารถ)ลงกันได้*
ที่จริง วิปัสสนาชั้นพื้นฐานเหล่านี้-มีอยู่ในตำราแล้ว
ส่วนวิธีการที่แหวกแนว
ก็คือ **ให้ทำวิปัสสนา(โดย)ศึกษาจากธรรมชาติ
คือให้ศึกษาภายในกาย และจิตใจของเรานี่เอง**
เราอาจจะไม่ต้องเข้าไปอยู่ในป่า หรือในถ้ำก็ได้
ถ้าจะเปรียบก็ว่า(เหมือน)ป่านั้นแหละ มันรกรุงรัง-มีอันตราย
เหมือนกับโลภะ-โทสะ-โมหะ เป็นอันตรายอย่างยิ่ง
เมื่อทำตามโลภะ-โทสะ-โมหะ เราก็จะได้รับผล
เหมือนกับปุ๋ย ที่ทำให้ต้นไม้ในป่าเจริญงอกงาม รกรุงรังยิ่งขึ้น
ส่วนการที่จะเข้าไปอยู่ในถ้ำนั้น มันมืดมิด-ไม่น่าไว้วางใจ
เหมือนกับยอมให้กิเลสเข้ามาอาศัยบงการอยู่ในจิตใจ
เป็นทุกข์อยู่ตลอดเวลา
**การพิจารณาให้เห็นอย่างนี้-ไม่ต้องหลับตา ทำอยู่ที่ไหนก็ได้
คือให้ฝึกดูจิตใจด้วยสมาธิ-สติ-ปัญญา
เมื่อจิตใจจะนึกคิด-ก็ให้รู้ทัน เพราะจิตใจหาอารมณ์เป็นอาหาร
ระวังอย่าให้เจ้ากิเลส คือโลภะ-โทสะ-โมหะ
ที่ชอบใจและไม่ชอบใจ เข้ามาได้
ที่ชอบใจ-ก็คือโลภะ ที่ไม่ชอบใจ-ก็คือเจ้าโทสะ
ส่วนเจ้าโมหะนั้น เข้าด้วยทั้ง ๒ อย่าง
ต้องฝึกบ่อย ๆ จนชำนาญ ทำอยู่เสมอ**
วิธีฝึกอย่างง่ายที่สุดคือวิธีพูด‘นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ’
อย่างนี้เป็นภาษาบาลี ต้องแปลภาษาบาลีให้เป็นภาษาไทยเสียก่อน
จึงจะรู้ความหมาย และปฏิบัติได้ผล
ขออภัยท่านผู้รู้ทั้งหลาย
คำพูดของพระพุทธเจ้าทุกคำ-ทุกประโยค
มิใช่เป็นของขลัง-ของศักดิ์สิทธิ์ อย่างที่คนไม่รู้-คาดคิดเอาไว้
**จะขลังหรือศักดิ์สิทธิ์ ก็ต่อเมื่อนำเอามาปฏิบัติตามให้ได้รับผลเท่านั้น**
‘นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต’
แปลว่า ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น
หมายถึงพระพุทธเจ้า-พระธรรม-พระสงฆ์ รวมทั้งบิดา-มารดา
ครูบาอาจารย์ที่ให้แสงสว่างแก่เรา ก็อยู่ในความหมายนี้
‘อะระหะโต’
แปลว่า เป็นผู้ไกลจากกิเลส-ไกลจากข้าศึก
ความโกรธเป็นกิเลส เป็นข้าศึก
*ใครยังโกรธ คนนั้นไม่ไกลจากกิเลส-ไม่ไกลจากข้าศึก*
‘สัมมาสัมพุทธัสสะ’
แปลว่า ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง
หมายถึง ได้ยิน-ได้ฟังมาอย่างนี้…ต้องปฏิบัติอย่างนี้
**วิธีนี้ เป็นวิธีที่ปฏิบัติอย่างง่าย ๆ ตามแบบของพระพุทธเจ้า
ใช้ได้ทุกลมหายใจเข้า-ออก**…”
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
————————————————————————————————
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
※ อย่าหลงตน-อย่าลืมตัว ※
※ ※
※ อย่าหลงกาย-อย่าลืมใจ ※
※ ※
※ อย่าหลงชีวิต ※
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
รู้สึกตัว…รู้สึกกาย รู้สึกใจ
_/|\_ _/|\_ _/|\_


ใส่ความเห็น