“…พระพุทธเจ้าตรัสว่า ‘ศีลเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างหยาบ
สมาธิเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างกลาง
ปัญญาเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างละเอียด’
ท่านว่าอย่างนั้น
กิเลสอย่างกลาง-กิเลสอย่างหยาบ-กิเลสอย่างละเอียดคืออะไร ?
เรานึกว่า(คือ)เสื้อผ้า เงินทอง ไร่-นา อะไรต่าง ๆ
ความจริง *กิเลสอย่างหยาบ
ได้แก่ โทสะ-โมหะ-โลภะ…หยาบที่สุด
เวลามันโกรธขึ้นมา เราไม่รู้เลย
เพราะเราหลงจิต-ลืมใจ หลงชีวิตเรานี่เอง*
**บัดนี้เรามาคอยดูซิ ชีวิตของเรา
พอมันคิดมา เราก็เห็น-เราก็รู้
เมื่อเราเห็น-เรารู้ ก็แสดงว่าเรามีสติ**
พระพุทธเจ้าท่านจึงสอนเอาไว้ว่า
‘ทุกข์ต้องกำหนดรู้ สมุทัยต้องละ
มรรคต้องเจริญ นิโรธทำให้แจ้ง’
เราพูดได้ แต่เราไม่รู้จักทุกข์ต้องกำหนดรู้
ต้องกำหนดรูปอันนี้
สมุทัยต้องละ **ตัวสมุทัยมันคิดดีใจ-เสียใจ
เมื่อเรามารู้อยู่กับรูปตัวนี้ มันละเอง-ละคนเดียว
บัดนี้มรรคต้องเจริญ ทำบ่อย ๆ
นิโรธทำให้แจ้ง
มันจะไปตามขั้นตอนของมันเอง เพราะว่าเราได้ต้นทาง**
อันนี้พูดความจริงสู่กันฟัง
หลวงพ่อไปปฏิบัติขั้นแรก
ตอนเช้าหลวงพ่อรู้เรื่องรูป-นาม
รูป-นาม…รูปทำ-นามทำ รูปโรค-นามโรค
โรคมี ๒ อย่าง โรคทางเนื้อหนัง-โรคทางจิตใจ
โรคทางเนื้อหนัง เจ็บหัว-ปวดท้อง…ต้องไปหาหมอ
หมอที่ดี เขาจะเช็คร่างกาย-ให้ยารักษา
ถ้าเนื้อร้าย เขาจะผ่าตัด
แต่โรคทางจิตใจ หมอก็เป็นนะ
บางทีมีหมออยู่ที่นี่ก็ได้นะ **บางทีดีใจ-เสียใจ
นี่จิตวิญญาณเป็นโรค ต้องดูให้เห็น-ให้รู้
นี่-เมื่อรู้จักอันนี้แล้ว ก็รู้จักทุกขัง-อนิจจัง-อนัตตา
ความเคลื่อนไหวร่างกายเป็นทุกข์
อนิจจังแปลว่าไม่เที่ยง อนัตตา-บังคับบัญชาไม่ได้
มันเป็นไปตามหน้าที่ของมัน**
แต่ครูบาอาจารย์สอนว่า
‘นั่งนาน ๆ เจ็บแข้ง-เจ็บขา…เป็นทุกข์’
อันนั้นไม่ใช่จัดเข้าเป็นทุกขัง หลวงพ่อเข้าใจอย่างนั้น
จัดเป็นทุกขเวทนา ทุกข์โศกโศกา-ทุกข์ไห้รำพัน
เด็กน้อยเขาก็รู้ ไม่ใช่คนแก่รู้
อันนั้นเราไปสอนกัน ก็เลยไปจับเอาข้างนอกมาไว้ข้างใน
เมื่อรู้จักอันนี้แล้ว ก็รู้จักสมมติขึ้นมา
จึงว่ามีตาทิพย์ สมมติทุกอย่าง
อย่างที่หลวงพ่อนี่ บวชแล้วก็สึกไปนี่-สึกแล้วก็บวชมา
พระพุทธรูปก็เป็นโลหะ
เป็นอิฐ-หิน-ดิน-ปูน มาทำให้เป็นพระพุทธรูป
แล้วก็ไปกราบ-ไปไหว้ ดีแล้วอันนั้น
แต่พระจริง ๆ อยู่ที่ไหน เคยรู้บ้างไหม ?
นี่-เป็นอย่างนั้น ไม่เคยรู้-หลวงพ่อ
เมื่อรู้จักสมมติดีครบจบถ้วน หลวงพ่อก็เลยรู้จักศาสนา
‘ศาสนา’ แปลว่าคำสั่งสอนของท่านผู้รู้
แน่ะ ใครรู้เรื่องอันใด-ก็นำมาสอน
มาสอนให้ตาเห็น หูฟัง
**‘พุทธศาสนา’ แปลว่าผู้รู้-ผู้ตื่น-ผู้เบิกบานด้วยธรรม
รู้เอง-เห็นเอง-เข้าใจเอง
บาป-บาปก็เพราะไม่รู้นั่นเอง
หลงตน-ลืมตัว หลงกาย-ลืมใจ หลงชีวิตเรานี่เอง
ใครพูดอะไรก็เชื่อไป อันนั้นเป็นคนบาปมาก
บุญบัดนี้ บุญคือรู้สึกตัว-ตื่นตัว
พูดอะไร-คิดอะไร ต้องรู้
เพราะคนมีบุญนี่ ก็แปลว่าสบายใจ**
หลวงพ่อรู้ตอนเช้า อันนี้…”
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
————————————————————————————————
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
※ อย่าหลงตน-อย่าลืมตัว ※
※ ※
※ อย่าหลงกาย-อย่าลืมใจ ※
※ ※
※ อย่าหลงชีวิต ※
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
รู้สึกตัว…รู้สึกกาย รู้สึกใจ
_/|\_ _/|\_ _/|\_


ใส่ความเห็น