รู้สึกกาย รู้สึกใจ 19 กันยายน 2022

“(หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ) : หนูทำงานอะไร ?

(ผู้ฟัง) : เป็นครูค่ะ

(หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ) : เดินไปโรงเรียน

บัดนี้น่ะ ถ้าหากหนูมีรถจักรยานหรือนั่งรถก็ตาม

ถ้านั่งรถจักรยาน-ขาก็ย้ายไปอย่างนี้ เหยียบบันได-มันมีความรู้สึก

ถ้าไม่มีรถจักรยาน-เดิน…ก็เดินไปเฉย ๆ นี่แหละ **เดินไป-เดินก้าวไป

ก้าวสัก ๑๐ ก้าว-รู้ครั้งหนึ่งก็ยังดี ดีกว่าไม่รู้

เอาอย่างนี้ ถ้าเดินไป ๑๐ ก้าว-รู้ ๕ ครั้งก็ยิ่งดี

ถ้าไม่รู้สักเที่ยว-ก็เต็มทีแล้ว เป็นอย่างนั้น

ต้องรู้ รู้ก้าวหนึ่ง-๒ ก้าวก็ดี

ไปถึงโรงเรียนคงจะมีสัก ๑๐๐ ก้าวนะ

รู้สัก ๑๐ ก้าวก็ดี ดีกว่าไม่รู้

นี่แหละ ทำอย่างนี้-มันจะสะสมเอาไว้

ความรู้อันนี้มันจะค่อย ๆ มากขึ้น-มากขึ้น

มันจะรู้เรื่อย ๆ ไป**

วิธีที่พูดกันวันนี้ ก็ต้องพูดกันอย่างนี้

คือ **รู้เรื่องรูป-นามแล้ว

อย่าเอาสติมาใช้(ดู)รูป-นาม ให้เอาสติคอยดูความคิด

บัดนี้หนูเดินไปโรงเรียน ไปสอนนักเรียน

เดินไป อย่าเอาสติมากำหนดเท้ามากเกินไป

ให้คอยดูความคิด

ดูต้นไม้ หรือดูคนเดินผ่านไปตามถนนหนทางก็ได้

แล้วมันแวบคิดขึ้นมา ‘อุ้ย! คิดแล้ว’

(รู้แล้ว)ทิ้งไปเลย อย่าเข้าไปในความคิด

ถ้าเข้าไปในความคิด มันจะพาคิด

‘โอ๊ย…คนนั้นผู้หญิง-ผู้ชาย ดูหน้า-ดูตา

คนดำ-คนขาว นุ่งเสื้อสีนั้น-สีนี้’

ไม่ต้องเอา อันนั้นมันเป็นวิตก-วิจาร

เห็นผู้หญิงก็ช่าง-ผู้ชายก็ตาม เฉยไปเลย

เห็นต้นไม้ โอ้-แล้วไปเลย

ไม่ต้องว่า ‘โอ้ ต้นไม้เป็นกิ่งนั้น-กิ่งนี้’

ไม่ต้องวิพากษ์-วิจารณ์อันนั้น

อันนี้เป็นวิธีหนึ่ง

คือว่า มันคิดก็แล้วไป-มันคิดก็แล้วไป**

แต่ว่าต้องวิพากษ์-วิจารณ์นะ อันนี้สมมติพูดนะ

ถ้ามีเรื่องขึ้นมา จะแก้ปัญหาไม่ได้นะบัดนี้

อันนี้มันต้องเป็นอย่างนั้น

ถ้าคนไปลักของบัดนี้

นุ่งเสื้อสีนั้น-สีนี้ ก็รู้จักอีกแล้วบัดนี้

อันนี้มันต้องเป็นปัญญานะนี่นะ

คือว่าต้องรู้คน ผู้ชาย-ผู้หญิง

คนมีอายุกี่ปี-ประมาณเอานะ ให้รู้

แต่อาตมาพูดนี้ ไม่ได้พูดเรื่องอันนั้น

คือ พูด**ให้รู้ความคิด

เมื่อกำลังมันคิดแวบขึ้นไปแล้ว ตัดทันที

อย่าไปวิพากษ์-วิจารณ์ คิดดี-คิดชั่ว…ไม่ต้องคิด**

บัดนี้เราจะสร้างบ้าน-สร้างเรือน ต้องมีโครงการคิดอันนั้นนะ

หนูจะไปสอนนักเรียน ต้องมีโครงการ-จะสอนเรื่องอะไร

วันนี้ต้องสอน ต้องคิด

แต่ความคิด(อีก)ชนิดหนึ่ง

อันคิดขึ้นมาแวบเดียว มันไปเลย

อันนั้นเป็นเรื่องความคิด

ความคิดตัวนี้ มันนำโทสะ-โมหะ-โลภะเข้ามา

อันที่เราตั้งคิดขึ้นมานั้น มันไม่นำโทสะ-โมหะ

อันนั้นมันตั้งคิดมาด้วยสติปัญญา

ความคิดจึงมี ๒ อย่างด้วยกัน

ความสงบก็มี ๒ อย่างด้วยกัน

(๑) **สงบจากอันความคิดแวบอันนั่นแหละ

แล้วก็มาอยู่ด้วยสติปัญญาตัวนี้

อันนี้สงบแบบการเห็นแจ้ง**

(๒) *สงบแบบไม่เห็นความคิดแวบ

อันนั้นเขาว่าสงบใต้โมหะ

เพราะมันสงบมืด ๆ-อันนั้น สงบไม่รู้-อันนั้น*

**เดินไป-ก็ให้รู้ นั่งกินข้าว-ก็ให้รู้

นี่เป็นวิธีเดินจงกรม**

*ไม่ใช่ว่าเดินจงกรม เดินทั้งวัน-ไม่รู้สึกตัวเลย*

อันนั้นก็เต็มที่แล้ว เดินไปจนตาย-มันเป็นอย่างนั้น

ไม่ใช่เดินอย่างนั้น

เดินก้าวไป-ก้าวมา รู้…นี่(เรียก)ว่า‘เดินจงกรม’

เดินจงกรม ก็หมายถึงเปลี่ยนอิริยาบถนั่นเอง

ให้เข้าใจว่าเดินจงกรมเพื่ออะไร เปลี่ยนอิริยาบถ

คือนั่งนาน มันเจ็บแข้ง-เจ็บขา

บัดนี้เดินมาก มันก็เมื่อยหลัง-เมื่อยเอว

นั่งด้านหนึ่ง เราเรียกว่า‘เปลี่ยนอิริยาบถ’

เปลี่ยนให้เท่า ๆ กัน

นั่งบ้าง-นอนบ้าง-ยืนบ้าง-เดินบ้าง อิริยาบถทั้ง ๔ ให้เท่า ๆ กัน

แบ่งเท่ากันหรือไม่เท่ากันก็ได้ เพราะว่าเราไม่มีนาฬิกานี่

น้อย-มากอะไร ก็พอดี-พอควร

เดินเหนื่อยแล้ว-ก็ไปนั่งก็ได้ นั่งเหนื่อยแล้ว-โอ้ย! ลุกเดินก็ได้

หรือนอนก็ได้ แต่อย่าไปนอนหลับนะ

ถ้านอนหลับทั้งวัน-ทั้งชาติ ก็เหมือนหมู

หมูมันนอนอยู่ในคอกมัน-เป็นอย่างนั้น อย่าไปทำ

ที่พูด ๆ นี่ เข้าใจไหมวิธีพูดนะ-เข้าใจไหมวิธีทำจังหวะ

(ผู้ฟัง) : งั้นสรุปว่าความคิดที่อยู่ใต้โมหะนี่-เราต้องปัดไป

(หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ) : ปัดไปเลย

(ผู้ฟัง) : แต่ความคิดที่เป็นไปด้วยสติปัญญา

เพื่อการ-เพื่องานของเรา เราต้องคิด

(หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ) : อันนั้นถ้าไม่คิด ก็ทำไม่ได้-ก็บ้าแล้ว

ต้องเป็น-ต้องคิด เราจะทำอะไร ?

จะปลูกบ้าน หรือจะซื้อของ-เสื้อผ้า หรือจะซื้ออะไรก็ตาม

มันต้องคิด มันจะคุ้มค่าเงินเราไหม

เราซื้อไปแล้ว-จะไปทำอะไร มันต้องคิดอันนั้น

ไม่คิด เขาว่า‘คนบ้า’-อันนั้น

ให้เข้าใจอย่างนั้น ต้องใช้สติปัญญา”

หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

————————————————————————————————

※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※

※ อย่าหลงตน-อย่าลืมตัว ※

※ ※

※ อย่าหลงกาย-อย่าลืมใจ ※

※ ※

※ อย่าหลงชีวิต ※

※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※

รู้สึกตัว…รู้สึกกาย รู้สึกใจ

_/|\_ _/|\_ _/|\_

ไม่มีคำอธิบายรูปภาพ


Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *