“…ท่านว่าเอาไว้อีกบทหนึ่งว่า
‘ศีลเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างหยาบ
สมาธิเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างกลาง
ปัญญาเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างละเอียด’ ว่างั้น
เราเคยพูดกัน แต่ไม่เข้าใจ
พ่อแม่ครูบาอาจารย์ท่านก็เคยพูดให้ฟังอย่างนี้
ศีลที่ว่ากำจัดกิเลสอย่างหยาบนี้ ก็ไม่ใช่ศีลอันนั้น
อันนั้นมันเป็นเพียง‘ศีลสังคม’
เราทำบุญ-ให้ทาน-รักษาศีล กำจัดกิเลสได้ไหม ?
เป็นบุญละสิ-อันนั้นน่ะ แต่มันยังจัดการกับกิเลสเหล่านี้ไม่ได้
*เราทุกคนได้เคยทำบุญ-เคยให้ทาน เคยรักษาศีลมาแล้ว
อันนั้นมันเป็นเพียงศีลธรรมเท่านั้น
ส่วนอันนี้มันเป็นการปฏิบัติธรรม
คำว่า‘ปฏิบัติธรรม’กับ‘ศีลธรรม’นั้น มันต่างกัน
อันนั้นก็เป็นบุญอยู่ เป็นกุศลอยู่
แต่หากมันจัดการกับกิเลสอันนี้ไม่ได้
ท่านจึงว่า‘อันนั้นเป็นเพียงสังคมเท่านั้นเอง’*
เรื่องการทำบุญ-ให้ทาน-รักษาศีลนั้น ก็ยังทำไปไม่เหมือนกัน
บางบ้านทำไปอย่างหนึ่ง
บางอำเภอ-บางจังหวัดก็ทำไปอีกอย่างหนึ่ง ไม่เหมือนกัน
แม้แต่ละแวกบ้านเดียวกันนี้ก็ตาม ทำไม่เหมือนกัน
เพราะว่าอันนั้นมันยังเป็นเพียงสังคม
มันเป็นเพียงเรื่องของความคิดเห็น ยังไม่ใช่ธรรมะอันนี้
อยากทำอะไร-ก็ทำไป ทำไปตามความคิดเห็นของตน
ทำไปตามความต้องการของตน ทำไปด้วยความอยาก
คล้าย ๆ เหมือนกับคนอยู่ในถ้ำ
เมื่อเราอยู่ในถ้ำ
เราอยากเดินไปทางไหน-ก็เดินไปได้ แต่ว่าเราไม่ได้เห็นถ้ำ
ถ้าจะว่าเห็น ก็เห็นด้วยความมืด
อาศัยไฟไต้ไปชั่วคราวเท่านั้นเฉย ๆ
ในขณะที่เราทำบุญนี่ ทำแล้วก็ดีใจอยู่นิดเดียวเท่านั้น
อุปมาเหมือนกับน้ำแข็งที่ทำให้เป็นก้อน
มันก็เป็นก้อนอยู่ประเดี๋ยวเดียวเท่านั้น
เราจะมาปั้นน้ำให้เป็นก้อนนั้น มันเป็นไปได้ยาก
หรือจะมาจับลม-สาวลมไปทำให้เป็นก้อน ก็เป็นไปได้ยาก
จับลมไม่ถูก
หรือจับน้ำถูก-ก็เพียงแต่ประเดี๋ยวเดียว ไม่อยู่นานได้
ดังนั้น **คำสอนของพระพุทธเจ้านั้น
จึงเป็นสิ่งที่ลึกลับ ละเอียดที่สุด
ผู้ที่มีธุลีในตาน้อย หรือว่ามีความตั้งใจ-สนใจ
อยากนำไปปฏิบัติเพื่อแก้ทุกข์
ฟังได้
แต่ถ้าหากเราไม่ต้องการ
ไม่มีความสนใจที่จะนำไปปฏิบัติเพื่อแก้ทุกข์นั้น
หากมาฟังธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า จะฟังได้ยาก
เพราะว่าเป็นสิ่งที่จะเข้าใจได้ยาก
เพราะว่ามันมองไม่เห็นตน-เห็นตัว**
คนเรา จึงว่าทำได้ก็แต่เฉพาะที่มีตน-มีตัว
ที่เห็นได้ด้วยตา-จับถูกด้วยมือเท่านั้น
**ส่วนลึกจริง ๆ ได้แก่จิตใจ-คือตัวชีวิตของเรานี้
เราไม่เคยได้ดู ไม่เคยได้เห็น
แต่เมื่อใดมาเห็น มาเข้าใจแล้ว
มันเป็นสิ่งที่วิเศษ หรือว่าอัศจรรย์**
คำว่า ‘อัศจรรย์’ นี้
ก็หมายถึง สิ่งที่ไม่เคยมี-ไม่เคยเห็น ไม่เคยรู้ว่ามันจะเป็นอย่างนี้
เมื่อเราเห็น-เรารู้-เราเข้าใจแล้ว
เราจะได้เอาเรื่องคำสอนของพระพุทธเจ้า
ที่เรานำมาปฏิบัติแล้วนี้แหละ
ไปเผยแผ่ให้คนที่ยังไม่ทันได้รู้ ได้รู้
คนที่ไม่เคยเห็น ให้ได้เห็น
คนที่ไม่เข้าใจนั้น จะได้เข้าใจ
ส่วนคนผู้ที่ยังไม่ได้สนใจกับคำพูดเช่นนี้นั้น
ท่านก็ว่า ‘ก็ช่างเถิด-ปล่อยไป’
ท่านไม่ได้เอาไปได้หมดทุกคน…”
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
————————————————————————————————
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
※ อย่าหลงตน-อย่าลืมตัว ※
※ ※
※ อย่าหลงกาย-อย่าลืมใจ ※
※ ※
※ อย่าหลงชีวิต ※
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
รู้สึกตัว…รู้สึกกาย รู้สึกใจ
_/|\_ _/|\_ _/|\_


ใส่ความเห็น