รู้สึกกาย รู้สึกใจ 5 พฤษภาคม 2022

“…พระพุทธเจ้าท่านสอนว่า

‘ให้เจริญสติ-เจริญสมาธิ-เจริญปัญญา’

เรียกว่า‘วิปัสสนากรรมฐาน’

วิปัสสนากรรมฐานนั้น มันเป็นชื่อของคำพูด

**‘วิปัสสนา’นี้ แปลว่ารู้แจ้ง-รู้จริง รู้แล้วต่างเก่าล่วงภาวะเดิม

คำว่า‘รู้แจ้ง’นั้น-รู้อย่างไร ? ก็ต้องรู้ตัวเรา

รู้จริง-ก็ต้องรู้ตัวเรา

‘ต่างเก่า’นั้นน่ะ (คือ)สิ่งที่เคยทำ-ไม่ทำ

สิ่งที่เคยพูด-ไม่พูด สิ่งที่เคยคิด-ไม่คิด

สิ่งที่มันเป็น(สิ่ง)สกปรกนั้นไม่ดี-(ก็เลิก)**

ดังนั้นพระพุทธเจ้าท่านจึงว่า

**‘สภาพหรือสภาวะดั้งเดิมของคนนั้นเหมือนกันหมด**

จะเป็นคนชาติใด-ถือศาสนาใดก็ตาม เหมือนกันหมด’

ท่านจึงว่า ‘สัตว์ทั้งหลายเหมือนเราตถาคต’

*ต่อเมื่อเราตถาคตยังไม่ทันได้รู้

ไม่ได้เข้าใจในสภาพ-สภาวะความทุกข์นี้

ก็วกวน-เสาะแสวงหาทางพ้นทุกข์อยู่*

ศึกษาหลายครู-หลายอาจารย์-(แต่ก็ยัง)ไม่รู้ ว่างั้น

**บัดนี้เราตถาคตได้ศึกษาเล่าเรียนกับตัวเอง

ไม่ได้เชื่อคำพูดของครูบาอาจารย์

ปฏิบัติตัวเรา-เห็นตัวเรา-เข้าใจตัวเรา

หรือรู้สภาพ-สภาวะตัวเราจริง ๆ แล้วว่า

เราไปถึงที่นั้น-ที่ไม่มีทุกข์

เราไปเห็นแล้วสภาพที่ไม่มีทุกข์ บ้านอันนั้น-เมืองอันนั้น

ท่านก็เลยว่า ‘ไม่เกิด-ไม่แก่-ไม่เจ็บ-ไม่ตาย’** ท่านว่าอย่างนั้น

ท่านเรียกว่า‘นิพพาน’

ดังนั้นพระพุทธเจ้าสอนเรื่องนิพพานนั้น

สอนแต่เมื่อท่านยังมีลมหายใจอยู่ ไม่ใช่สอนต่อเมื่อตายแล้ว

**‘ถ้าหากผู้ใดประพฤติ-ปฏิบัติอย่างเราตถาคตนี้’ ว่างั้น

‘ต้องรู้-ต้องเห็น-ต้องเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งคือเราตถาคตนี้

ถ้าหากผู้ใดไม่ปฏิบัติอย่างเราตถาคตนี้

จะไม่รู้-ไม่เห็น-ไม่เข้าใจ-ไม่แจ่มแจ้งอย่างเราเป็นมาแล้วนั้น’**

ดังนั้น สิ่งที่ผิดนั้น-ท่านก็บอกไว้แล้ว

สิ่งที่ถูกนั้น-ท่านก็บอกไว้แล้ว

ท่านจึงว่า ‘สัตว์ทั้งหลายเป็นตถาคต หรือเหมือนกับเราตถาคต’

ไม่ใช่สัตว์เดรัจฉาน (แต่เป็น)สัตว์มนุษย์

ดังนั้น**คนเราเกิดมาต้องรู้จัก ศึกษาให้รู้จักหน้าที่ของคน**

‘คน’ คนนี่หมายถึงอันใด ?

‘คน’นี่ก็หมายถึงหลายสิ่ง-หลายอย่างมันมีอยู่ในเรานี้

ต้องศึกษาให้รู้จักหน้าที่ของเรา

เมื่อเราศึกษาให้รู้จักหน้าที่ของเราแล้ว

เราต้องศึกษาและปฏิบัติให้รู้จักหน้าที่ของมนุษย์

มนุษย์นั้นท่านว่า เป็นผู้มีจิตใจสูง

หรือมี‘มะนะ’ หักห้ามจิตใจไว้ได้

เมื่อศึกษาหน้าที่ของมนุษย์แล้ว

ต้องศึกษาและปฏิบัติให้รู้จักหน้าที่ของเทวดา

เทวดานั้น เราก็นึกว่าอยู่(บน)สวรรค์ชั้นฟ้า

ความจริงเทวดานั้นมันมี ๒ ความหมาย

ถ้าหากพูดตามภาษาของคนที่ยังไม่เข้าใจนั้น

เขาก็ว่า‘อยู่(บน)สวรรค์ชั้นฟ้า’

ถ้าหากพูดตามภาษาธรรมะนั้น

ท่านว่ ‘คนที่มีหิริ-ความละอายแก่ใจ’

หิริ-ความละอายแก่ใจนั้น

ผู้ใดมีหิริ-ความละอายแล้ว ก็เรียกว่า‘เป็นเทวดา’

ถ้าหากผู้ใดรู้ว่าไม่ควรทำ-ไม่ควรพูด-ไม่ควรคิด

สิ่งที่มันจะทำให้เดือดร้อนแก่ตนเองและผู้อื่นนั้น

ท่านก็เรียกว่า‘เทวดา’ เพราะมีความละอาย

ต่อจากนั้นมาศึกษาให้รู้จักหน้าที่ของพระอินทร์-พระพรหม

พระอินทร์-พระพรหมนี้ ท่านเรียกว่า‘ผู้มีเมตตา’

ท่านใช้ว่า‘พรหมวิหาร ๔’ มีเมตตา-กรุณา-มุทิตา-อุเบกขา

แต่เราก็เลยมาทำให้เป็นพรหมรูป ๔ หน้า

อันนั้นก็จริงอยู่

เพราะมันเป็นสมมติ ที่ว่า‘คนมันใช้ปัญญาต่างกัน’

ดังนั้น **ธรรมะที่ทำให้พระพุทธเจ้าเป็นพระพุทธเจ้านั้น

มันมีอยู่ในคนทุกคน ไม่ยกเว้น

จะเป็นคนชาติใด-ถือศาสนาใดก็ตามเถิด มีอยู่แล้ว**

ก่อนหน้าที่พระพุทธเจ้าจะได้เป็นพระพุทธเจ้านั้น

ก็มีอยู่เรื่องสวรรค์-นิพพาน

เพราะว่ามีพระพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้ไปนิพพานแล้วนั้น

เป็นจำนวนล้าน ๆ แสน ๆ

แต่ต่อมาก็เลยไม่มีผู้ใดศึกษา-ไม่มีผู้ใดปฏิบัติ ก็เลยไม่รู้

**พระพุทธเจ้าของเรานี้ก็เลยมาศึกษาปฏิบัติตัวเอง

ท่านก็เลยว่า‘ให้เจริญสติปัฏฐาน ๔’**…”

หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

————————————————————————————————

※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※

※ อย่าหลงตน-อย่าลืมตัว ※

※ ※

※ อย่าหลงกาย-อย่าลืมใจ ※

※ ※

※ อย่าหลงชีวิต ※

※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※

รู้สึกตัว…รู้สึกกาย รู้สึกใจ

_/|\_ _/|\_ _/|\_

ไม่มีคำอธิบายรูปภาพ


Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *