“…**แบบนี้ต้องแบบลืมตา ไม่ต้องนั่งหลับตา
ทำการ-ทำงานได้**
เรียกว่า‘สมมติบัญญัติ-เราเห็นแล้ว’
บัดนี้‘ปรมัตถ์’ แปลว่าของจริง
คือ**จิตใจมันคิด-มันลึก มันยากที่บุคคลจะรู้ได้-เห็นได้
จำเป็นต้องเป็นคนมีสติสอดรู้-สอดเห็น**
‘อรรถบัญญัติ’ หมายถึงมรรค ๘
คือ พระโสดามรรค-พระโสดาผล (เป็นต้น)
คำว่า‘มรรค ๘’ มันมีหลายซ้อน
ที่พูดนี้-พูดส่วนหนึ่ง ไม่ได้พูดส่วนตำรา
พูดตามความจริง ในทัศนะที่ว่าจะเอาไปดับทุกข์จริง ๆ
เมื่อเห็นตัวนี่แหละ เรียกว่า‘เห็นอรรถบัญญัติ’
อรรถตัวนี้บัญญัติขึ้นมา คือ**ให้เอาสติมาดูจิต-ดูใจ**
เพราะว่าจิตใจนั้นมันไม่เป็นตัว-เป็นตน ไม่เป็นรูป-เป็นร่าง
‘อรรถ’ แปลว่าลึก-ยากที่บุคคลจะรู้
(บุคคล)ที่รู้นั้น ต้องเป็นอริยบุคคล
‘อริยบัญญัติ’ คือเห็นแล้วปราบได้
**ไม่ให้ความหลงผิดเกิดขึ้น เรียกว่า‘อริยบุคคล’**
‘อริ’ แปลว่าข้าศึก
‘ยะ’ แปลว่าพ้นไป
คือ**ตัวมีสตินี้แหละ เป็นข้าศึกกับความหลง
ตัวสมาธินี้แหละ ไปฆ่ากับตัวโมหะ-โลภะ-โทสะ ๓ ตระกูลนี้
คือว่า ตัวสติ-สมาธิ-ปัญญานี้เป็นข้าศึกกับอันนั้น
เมื่อมีจำนวนนี้แล้ว จำนวนนั้นเกิดขึ้นไม่ได้
อันนี้ชื่อว่า‘เราต้องปฏิบัติได้’
ปฏิบัติไป-ปฏิบัติไป อย่าย่อหย่อน**
จะพูดอีกเรื่อง เรื่องนี้จำเป็นต้องพูด
เพราะ**มันเป็นวิธีปฏิบัติ นำไปดับทุกข์จริง ๆ
(คือ)เราดูความคิดนี้แหละ ดูไป-ดูไป-ดูไป-ดูไป
มันคิดอย่างไร ก็รู้เท่ารู้ทัน-รู้กันรู้แก้
รู้จักเอาชนะมันได้ทุกครั้ง-ทุกคราวนี้แหละ
มันจะโพลงตัวมันขึ้นมาเอง**
คำว่า‘โพลงตัว’นี้ เราไม่รู้จัก
**วิธีโพลงตัว
ความคิดยิ่งเร็ว สติปัญญาก็ยิ่งเร็ว
ถ้าตัวความคิดยิ่งลึก-อารมณ์ยิ่งลึก สติปัญญาก็ยิ่งลึก
ถ้าทุกวันทั้ง ๒ อย่างนี้ยิ่งลึกเท่ากัน แล้วกระทบกัน
แตกโพล๊ะออกมาเลย เรียกว่า‘โพลงตัวออกมา’
การโพลงตัวออกมานั้น คือความปรากฏ
จะปรากฏมาให้บุคคลที่ปฏิบัตินั้นได้ประสบในภาวะอันนี้
สภาวะอันนี้มันมีอยู่ในคนทุกคน มันเป็นเพียงธาตุชนิดหนึ่ง
เรียกว่า‘ธาตุดิน-ธาตุน้ำ-ธาตุลม-ธาตุไฟ’**
ขันธ์ ๕ เขาว่า‘รูป-เวทนา-สัญญา-สังขาร-วิญญาณ’
หรือว่าคำว่า‘โพลง’
ความที่มันโผล่-มันโพลงขึ้นมานั้น
มันจะหลุดออกมาจากกัน เหมือนกับน็อตเครื่องยนต์
น็อตที่มันขันเข้ากับเกลียวที่มันหวาน หรือว่ามันไม่เกาะกัน
เกลียวตัวนั้นมันสึกแล้ว แหวนตัวนี้มันก็สึก
พอยัดเข้ากัน เมื่อวาง-(น็อตกับแหวน)มันจะหลุดจากกันเลย
เขาก็เลยมาว่าเรื่อง‘อายตนะภายใน ๖-อายตนะภายนอก ๖
อย่าไปยึดมั่น-ถือมั่น’ เขาพูดกันอย่างนั้น-พูดเฉย ๆ
ตำรานั้นถูกแล้ว
แต่ว่า**(ถ้า)เราไม่รู้จักสมุฏฐานของมัน-มันก็ยึดอยู่นั้น
อันนี้เขาเรียกว่า‘มีอุปาทานแล้ว’**
แต่ที่ผมพูดนี้ ผมไม่ได้เรียกอุปาทานด้วยซ้ำ
ผมพูดนี้(คือ) **‘เมื่อน็อตกับแหวนมันยังมีเกลียวอยู่
มันจะต้องเกาะยึด มันต้องหมุนเข้ากันพอดี’
บัดนี้เราต้องมาทำให้เกลียวแหวนมันสึก
ตัวเกลียวน็อตก็ทำให้มันสึก
เมื่อเกลียว ๒ อย่างนี้ มีอยู่ก็ตาม
เอาเข้ากันแล้ว มันไม่เกาะกัน
เมื่อมันไม่เกาะกัน รถยนต์ก็วิ่งไม่ได้
แต่ว่าสำหรับตัวรถยนต์(ยัง)มีอยู่**…”
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
————————————————————————————————
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
※ อย่าหลงตน-อย่าลืมตัว ※
※ ※
※ อย่าหลงกาย-อย่าลืมใจ ※
※ ※
※ อย่าหลงชีวิต ※
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
รู้สึกตัว…รู้สึกกาย รู้สึกใจ
_/|\_ _/|\_ _/|\_


ใส่ความเห็น