“…บางคนอาจแย้งขึ้นมาว่า
ถ้าไม่มีพิธีรีตอง จะเป็นพุทธศาสนาดับทุกข์ได้หรือ ?
อันนี้เป็นการเข้าใจความหมายที่ไม่ถูกต้อง
เราคงเคยได้ยินมาแล้วว่า
‘ในสมัยพุทธกาล เมื่อพระพุทธเจ้าไปแสดงธรรมให้ประชาชนฟัง
พอเทศน์จบ ปรากฏว่ามีผู้ได้ดวงตาเห็นธรรม
ได้กระแสพระนิพพาน ตั้งแต่พระโสดาบันบุคคลขึ้นไปก็มีมาก
โดยไม่ต้องไปทำพิธีรีตองอะไร
นอกจากทำทางจิต-ทางใจตามที่พระองค์ทรงชี้แนะ’
**การไปแสดงธรรมที่ไหน ถ้าเราไม่ชี้มาที่จุดนี้
(ให้เราเห็นจิตใจของเรา
ในขณะที่เรากำลังทำ-กำลังพูด-กำลังคิด)
คำพูดนั้นก็เป็นมลทิน
ทำไมจึงว่าเป็นมลทิน ?
เพราะว่าไม่ได้ชี้เข้าไปที่จุด
ซึ่งบุคคลผู้สนใจจะได้นำไปปฏิบัติเพื่อดับทุกข์-ดับกิเลสได้
และเป็นมลทิน เพราะว่าเป็นการทำลายคำสอนของพระพุทธเจ้า**
ดังนั้นขอให้ท่านทั้งหลาย
พยายามทำความเข้าใจประเด็นนี้ให้ได้
**ถ้าเราไม่เข้ามาทำที่จุดนี้ ก็ได้ชื่อว่า
เราเองคนหนึ่งที่ยังไม่เข้าใจในคำสอนของพระพุทธเจ้า**
อุปสรรคประการที่ ๒ ของการเจริญวิปัสสนา ก็คือ
เมื่อเราเริ่มเข้าใจในจุดนี้ ได้เห็นจุดนี้แล้ว
เราก็จะสามารถทำลายความโลภ-ความโกรธ-ความหลง
หรือ โลภะ-โทสะ-โมหะได้บ้าง
พร้อมกันนั้นก็จะเกิด‘ปีติ’แฝงตัวเข้ามาด้วย
อย่างนี้ พระพุทธเจ้าท่านก็ว่า‘ยังไม่ถูก’
*‘ปีติ’นั้นก็เป็นความมืด เรียกว่า‘มืดสีขาว’
ปีติเกิด เนื่องจากเราเกิดความพอใจ-ความภูมิใจว่าเราทำได้
‘มืดสีขาวนี้น่ากลัว เพราะมองเห็นยาก’
ส่วน‘มืดสีดำ’นั้นมองเห็นได้เร็ว
เพราะมันมืด มันไปไม่ได้*
*ตัว‘ปีติ’นี้ เรียกว่า‘เห็นผิดเป็นถูก’
เพราะพอเราทำลายกิเลสได้
เราไม่ได้คอยจ้อง-คอยดูอยู่ตรงจุดที่กิเลสถูกทำลาย
แต่เราเข้าไปอยู่ตรงจุดที่ปีติเกิดขึ้น
‘ปีติ’ จึงเป็นอุปสรรคต่อการบรรลุมรรคผลนิพพานขั้นสูงขึ้นไป*
**การที่เราเข้าไปอยู่ในปีติ
ก็เท่ากับเราเข้าไปอยู่ในความคิดนั่นเอง
เราคิดขึ้นมา เราเข้าไปอยู่ในความคิด
เราจึงมองไม่เห็นความคิด
ดังนั้นเมื่อเราเข้าไปอยู่ในปีติ เราจึงไม่เห็นปีติ
แล้วก็พอใจอยู่ในปีตินั้นเท่านั้น**
เพราะฉะนั้น**พระพุทธองค์จึงสอน
ให้เราถอนออกจากความคิดที่กำลังคิดนึกอยู่นั้น
ออกมาข้างนอก
แล้วเราจะได้เห็นความคิดของเรา**…”
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
————————————————————————————————
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
※ อย่าหลงตน-อย่าลืมตัว ※
※ ※
※ อย่าหลงกาย-อย่าลืมใจ ※
※ ※
※ อย่าหลงชีวิต ※
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
รู้สึกตัว…รู้สึกกาย รู้สึกใจ
_/|\_ _/|\_ _/|\_


ใส่ความเห็น