ตอบคำถามผู้ปฏิบัติธรรม
ถาม : ตอนที่เราเห็นความคิด ความคิดก็หยุด
ดังนั้นการเห็น-การรู้พระไตรลักษณ์
คือเห็นอนิจจัง-ทุกขัง-อนัตตา เห็นตอนไหน
เห็นตอนที่เห็นความคิด หรือตอนก่อนหน้า
หรือตอนที่คิดเอา ?
ตอบ : อันนั้นไม่ใช่เห็นด้วยญาณปัญญา
คือเห็นด้วยความคิด รู้จำ-รู้จัก…ยังไม่รู้แจ้ง-ไม่รู้จริง
*ต่อเมื่อรู้แจ้ง-รู้จริงแล้ว จะไม่ถามใครทั้งหมดเลย*
ถาม : เกี่ยวกับเจตนาที่จะทำอะไร ทำกรรม
ใครคนใด-คนหนึ่งว่าเรา อะไรไม่ดี
ก็จะตีเขา คือการตั้งใจ
ตอบ : ทำชั่ว-ผิดทั้งนั้น คือเราไม่เห็นมนุษย์
คือเรายังไม่รู้จักความเป็นมนุษย์
คนเจตนาตีคน-เจตนาฆ่าคน อันนั้นไม่ใช่มนุษย์
รู้จักแต่เพียงสมมติ
ไม่รู้จักปรมัตถ์-ไม่รู้จักอรรถ-ไม่รู้จักอริยะ
คือคนเกิดเพียงคน ไม่ใช่มนุษย์
เกิดขึ้นเป็นคน เมื่อมาเป็นสภาพสภาวะของคน
เป็นคนทุกคนแล้ว
อันนั้นเรียกว่าเขากับเราเป็นคนเดียวกัน
คือเป็นมนุษย์
บัดนี้ *เมื่อเราเห็นสภาพสภาวะ
ความทุกข์และสุขของทุกคน
เราจะไม่ต้องการให้ใครเป็นทุกข์
เราจะช่วยกันให้ได้อยู่ด้วยกัน(โดย)ไม่มีทุกข์
อันนั้นเรียกว่าความเป็นอริยบุคคล*
เรียกว่าคนกับปุถุชนจึงไม่เหมือนกัน
คน ปุถุชน มนุษย์ และอริยบุคคล
เรียกว่าสมมติบัญญัติ-ปรมัตถบัญญัติ
อรรถบัญญัติ-อริยบัญญัติ
บัญญัติคือข้อ
เราไปรู้เพียงสมมติเท่านั้นเอง สมมติ-ออกไม่ได้
ถาม : เขาคิดว่าการที่คนเรามีชีวิตอยู่ทุกวันนี้
เพียงสัมพันธ์กับผู้อื่น
ทางจริยธรรมหรือทางคุณงามความดี
เช่น สมมติว่าคิดไม่ดีกับผู้อื่น เมื่อคิดแล้วก็หยุด
ขอความเห็นหลวงพ่อเรื่องนี้
ตอบ : คือตอนนี้มาพูดกันอย่างนี้
คือมีสมมติบัญญัติ แล้วก็มีปรมัตถบัญญัติ
แล้วก็มีอรรถบัญญัติ แล้วก็มีอริยบัญญัติ
*คนเกิดขึ้นมามีหน้า-มีตาเป็นคน
จิตใจบางทีเป็นสัตว์ก็ได้ เป็นคนก็ได้ เป็นมนุษย์ก็ได้
เป็นพระอริยบุคคลก็ได้ แต่ในคน ๆ เดียวนั้น*
ถาม : เมื่อผมจะให้เงินขอทาน ผมรู้ความคิดที่จะให้นั้น
ผมเห็นความคิดที่จะให้นั้น เรียกว่าปัญญาไหม ?
ตอบ : นี้ไม่เรียกว่าปัญญา เรียกว่ารู้จำ
คืออย่างนี้ ทุกลัทธิ-ทุกศาสนาสอนให้คนเป็นพระ
ไม่ใช่สอนให้เราไปโต้เถียง
คือสอน*ให้ดูจิต-ดูใจของเรา*
ว่าเราจะพูดอะไร-มาจากใจ ดังนั้นจึงว่าทุกคนมีใจ
ก่อนจะทำ-ก่อนจะพูด มาดูใจเรา
**ตัวจิตใจ-ตัวชีวิตจริง ๆ นั้น
มันไม่เกลียดใคร-ไม่ได้รักใคร**
ที่มันเกลียด-มันรักนั้น พระทั้งหลาย-จะเป็นพระเยซู
จะเป็นพุทธศาสนาก็ตาม เป็นใคร ๆ ก็ตาม
ท่านว่ากิเลสเกิดขึ้นแล้ว ท่านจึงสอนให้ดูใจ
ขั้นต้นคือทำลายโทสะ-โลภะ
เมื่อทำลายโทสะ-โลภะ-โมหะแล้ว
เวทนา-สัญญา-สังขาร-วิญญาณยังมีอยู่
เวทนา-สัญญา-สังขาร-
วิญญาณบริสุทธิ์มีอยู่ ไม่มีทุกข์
ท่านยังให้มองดูต่อไป มันจะเห็นกิเลส
กิเลสคือดีใจ-เสียใจ พูดอย่างนี้
กิเลสคือเราชอบอันนี้ เอานี้ให้คน
ไม่ใช่ว่าไม่เป็นกิเลส คือเราชอบคน-เราให้
เป็นให้ด้วยกิเลส ไม่ได้เอาให้เฉย ๆ
**พระคือความเฉย ๆ
พระแปลว่าผู้สอนให้เขาเห็นกันเฉย ๆ**
ถาม : ในการให้ มักจะโยงถึงเรื่องความเมตตา-กรุณา
ถ้างั้นความกรุณาอยู่ตรงไหน
เมตตาอยู่ที่ตรงไหนครับ ?
ตอบ : มันเป็นความหมายที่พูด
มันไม่ใช่ธรรมะ-มันเป็นสังคม
ถาม : ถ้าเราไม่มีความเมตตา-กรุณาเสียแล้ว
จะเอาแรงที่ไหนมาทำความงาม-ความดีให้เพื่อน ?
ตอบ : อันนี้เป็นชั้นต้น ๆ
พื้นฐานการสร้างคุณธรรมของโลก
ถาม : ถ้าอย่างนั้น ในกรณีที่หลวงพ่อ
พยายามจะช่วยพวกเราให้เข้าใจ-ให้พ้นทุกข์
มันไม่ใช่ความเมตตา-กรุณาของหลวงพ่อหรือครับ ?
ตอบ : ไม่ใช่เมตตา…คือจะเอาได้-ก็ให้ ไม่ได้ก็แล้วไป
คือเราไม่ได้เจตนาว่าคนนั้นไม่ได้-จะเสียใจ
คนนั้นไม่ได้-จะดีใจ
สมมติให้ฟัง สมมติคนตกน้ำ-เราไปเห็นคนตกน้ำ
เราไม่(ได้)คิดสงสาร เรากระโดดจะช่วยเลย
โดยไม่คิดอะไร เราก็โดดไปช่วยเฉย ๆ
ทดลอง-ถ้าเราเห็นคนตกน้ำ
เรากระโดดเลย-ไม่คิดอะไร
ถาม : การที่คน ๆ นั้นเห็นคนตกน้ำ
แล้วกระโจนลงไปช่วยทันทีนั้น
มันเป็นผลของทางสังคม ถูกสอนให้เมตตา
หรือว่าธรรมชาติของเขา ?
ตอบ : มันเป็นธรรมชาติของเขาอยู่แล้ว ไม่ว่าใคร ๆ ทั้งสิ้น
เรียกว่า**มาดูใจเรา สอนให้ดูใจ**
ขณะที่เรากระโจนไปช่วยคน เราไม่ได้ดูใจ
แต่มันเป็นธรรมชาติอย่างนั้น
**ตัวความปกติของคน-มันมีอยู่
แต่เราไม่เคยมาดูที่ตรงนี้ เลยวิ่งไปหาทางอื่น
ก็เลยไม่ได้รับความสงบ**
ตอบโดย หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
————————————————————————————————
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
※ อย่าหลงตน-อย่าลืมตัว ※
※ ※
※ อย่าหลงกาย-อย่าลืมใจ ※
※ ※
※ อย่าหลงชีวิต ※
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
รู้สึกตัว…รู้สึกกาย รู้สึกใจ
_/|\_ _/|\_ _/|\_






ใส่ความเห็น