“…**บุญก็คือ เรารู้-เราเห็น-เราเข้าใจ-เราสบายใจ
แต่เมื่อเรายังไม่รู้-ไม่เห็น-ไม่เข้าใจ ก็มีความสงสัย
มืดตื้ออยู่ภายในจิตใจ จิตใจมันหนัก-มันแน่น
มันไม่เข้าใจ-ใครพูดเรื่องอะไร ไม่เข้าใจ-ไม่มีความสว่างเลย
พอดีมาเข้าใจอย่างนี้-อย่างที่พูดแล้วนี่…ฮื่อ มีความสว่าง
แต่ว่าตัวเองจะเอาหรือไม่เอา เป็นอีกเรื่องหนึ่ง**
ดังนั้นเมื่อรู้จักอย่างนี้แล้ว ก็เลยรู้จักตัวเอง
ว่าเคารพตัวเอง ยกมือไหว้ตัวเองได้นี่
เคารพตัวเอง-ยกมือไหว้ตัวเองได้ เพื่ออะไร ?
โลกสังคมเขายกมือไหว้กัน โลกสังคมไปกราบพระพุทธรูป
โลกสังคมกราบผี-ไหว้ผี
สมัยนี้ก็ตาม หรือสมัยตั้งแต่ดึกดำบรรพ์มาก็ตาม
โลกมันเป็นอยู่อย่างนั้น
ดังนั้นเมื่อบุคคลที่รู้อย่างนี้แหละ เข้าสังคมแล้วไม่พลาดผิด
เขากราบผี-เราก็กราบได้ เขากราบพระพุทธรูป-ก็กราบได้
เขาไม่กราบผี-ก็ไม่กราบ เขาไม่กราบพระพุทธรูป-ก็ไม่กราบ
เขาไหว้นางธรณี-เทวดาอะไร ๆ ไหว้ได้ทั้งหมด-กราบได้ทั้งหมด
แต่ตัวเองเนี่ยะไม่ต้องกราบผี ไม่ต้องกราบเทวดา
ไม่ต้องกราบอะไรทั้งหมด กราบตัวเอง-ยกมือไหว้ตัวเอง
แต่คนที่ไม่รู้ จำเป็นต้องไปกราบผีจริง ๆ-ไปไหว้ผีจริง ๆ
ไปกราบเทวดาจริง ๆ ไปไหว้เทวดาจริง ๆ
อยู่ที่ไหนไม่รู้ผี-เทวดา ไม่รู้-ไม่เห็น-ไม่เข้าใจ
เมื่อมาสัมผัสกับธรรมชาติมันจริง ๆ แล้ว ตัวจริง ๆ แล้ว
ไหว้ผี-เทวดา เราเห็น-มีตาทิพย์ขึ้นมาแล้วนี่
จึงว่ายกมือไหว้ตัวเอง เป็นการทำให้ครบจบถ้วนหมด
ยกมือไหว้ตัวเอง เป็นการทำครบทั้งหมดเลย
ดังนั้นจึง**บุคคลนั้นแหละ คือรู้ธรรมะ-เห็นธรรมะ-เข้าใจธรรมะ
รู้ธรรมในการกระทำนั้นเอง รู้ธรรมในการพูดนั้นเอง
รู้ธรรมในจิตใจนึกคิดนั้นเอง จึงว่ารู้ธรรมแท้
ดังนั้นเมื่อเห็นอันนี้-รู้อันนี้แล้ว ก็หมดทุกข์ประเภทนี้**
แม้จะเรียนหนังสือ-ก็รู้อย่างนี้ ไม่เรียนหนังสือ-ก็รู้อย่างนี้
เขียนหนังสือเป็น-ก็รู้อย่างนี้ เขียนหนังสือไม่เป็น-ก็รู้อย่างนี้
*ถ้ารู้ผิดจากนี้ไปแล้ว แปลว่าไม่รู้อันนี้-และทำไม่ถูกต้องเรื่องนี้*
ถ้าทำถูกต้องเรื่องนี้ ต้องมารู้เรื่องนี้
ถ้าทำไม่ถูกต้องเรื่องนี้ มันจะรู้เรื่องนี้ได้ทำไม ?
เหมือนกับกุญแจ ถ้าไม่เป็นลูกของมันแล้ว
เอาซุกเข้ารูมัน-ซุกเข้าได้ แต่บิดมันไม่ไข(ไขไม่ออก)
บิดบางที-ก็ลูกมันหักคาตัวก็มีนะ เป็นอย่างนั้น
ดังนั้นเมื่อรู้อย่างนี้แล้ว
ยังไม่ท้อถอย ไม่ย่อหย่อนต่อการกระทำ
เรียกว่า‘รัก’…รักการ-รักงาน-รักหน้าที่
เพราะเราเป็นคน-เป็นมนุสสภูโต เรียกว่า‘เป็นใหญ่ในตัวแล้ว
เป็นใหญ่ในจิต-ในใจแล้ว’ บัดนี่ทำไป-ทำไปอย่างเดิมนั่นแหละ
สร้างจังหวะให้มันรู้สึกตัวอย่างเดิมนั่นแหละ
เมื่อทำช้า-มันตึงเครียด ทำเร็วขึ้นบัดนี่
ทีแรกต้องทำช้า เพราะว่าเรายังไม่ชำนาญกับสิ่งเหล่านั้น
**บัดนี้ความชำนาญมันคล่องแคล่ว มันไวขึ้น
จิตใจมันนึก-มันคิด ก็เห็น-ก็รู้-ก็เข้าใจ-สัมผัสได้ เป็นอย่างนั้น
เมื่อรู้เท่าทันเหตุการณ์อย่างนี้แล้ว
เรื่องโทสะ-โมหะ-โลภะ เข้าใจว่าเป็นของไม่ดี-เราก็เลิกมันได้
ถ้าเรายังไม่เห็น (ก็)เลิกมันไม่ได้
แต่ความเป็นเองนั่น มันเป็นอยู่อย่างนั้น
เรียกว่า ‘สิ่งนั้นมันมีอยู่อย่างนั้น
จะรู้-ก็มีอยู่อย่างนั้น ไม่รู้-ก็มีอยู่อย่างนั้น
เรียกว่าเป็นสัจจะแท้’** ท่านว่าอย่างนั้น
ดังนั้นคนที่รู้ จึงไม่เอาสิ่งนั้นเข้ามาเป็นเพื่อน
แต่มันเป็นเพื่อน แต่ไม่เอาเข้ามาเป็นเพื่อน
จึงว่าเมืองคนดี-แต่ให้เป็นคนดี
เมืองคนดี-แต่เป็นคนไม่ดี
เอาสิ่งนั้นมาเป็นเพื่อน เอาสิ่งนั้นมาปกครอง
แต่ว่าเมืองคนดี ร่างกายนี้ดีแล้ว
แต่เอาจิตใจชนิดนั้นเข้ามาครองในทางที่ไม่ดี
เรียกว่า‘เป็นคนไม่ดี’ ท่านว่าอย่างนั้น
เมืองคนดี-กลับเป็นคนไม่ดีนี่ คนไม่ดีจึงพูดคำหยาบคาย
คนไม่ดีจึงทำความผิด คนไม่ดีจึงคิดผิด
ถ้าเมืองคนดี-เป็นคนดีเข้ามาอยู่ เราก็ทำดี-พูดดี-คิดดี
อันนี้เราไม่เข้าใจความหมาย แต่เพียงเราพูดได้
อันคำพูดนั้นจึงว่า **‘ร้อยคำ-พันคำ-หมื่นคำ-แสนคำก็ตาม
สู้การกระทำให้เห็นแจ้งครั้งเดียวไม่ได้’
สู้การกระทำให้เห็นแจ้งครั้งเดียวไม่ได้
เมื่อการกระทำ-เห็นแจ้งครั้งเดียวแล้ว
มันซาบซึ้งตรึงใจอยู่กับสิ่งเหล่านั้น
สิ่งเหล่านั้นจึงว่ามันก็มีอยู่ในนั้น
แต่ไม่เอาสิ่งนั้นเข้ามาใช้เท่านั้นเอง**
ดังนั้น สิ่งนี้แปลว่าไม่ยึด-ไม่ถือ
*คำว่า‘ไม่ยึด-ไม่ถือ’ มันพูดได้-แต่มันไม่หลุดออกจากกัน
เมื่อมันไม่หลุดออกจากกัน มันก็ต้องติดเหมือนกับลูกโซ่*
มันเป็นเปลาะ-เป็นเปลาะ เกาะกันไว้อย่างนั้น
เมื่อเรามีตะไบหรือมีเพชร หรือมีอะไรตัด-ตัดออกไปแล้ว
มันก็เกาะกันไม่ได้
เอ้า สมมติให้ฟัง
‘มีกระจกบานหนึ่งมาตั้งไว้ที่ตรงนี้ เราอยู่ด้วยกันนี่-หลายคนนี่
แต่รูปของทุกคน มองเข้าไปหน้ากระจก-ต้องไปอยู่ในกระจกทั้งหมด
เราไปอยู่ในกระจกทั้งหมด กระจกนั้นไม่รู้สึกว่ามันหนัก
เมื่อหันหน้ากระจกออกไปแล้ว
รูปภาพใบหน้าของเรานี่ จะไม่มีอยู่ในกระจกเลย’
อันนี้ก็ฉันนั้น
**แต่เมื่อเรารู้แจ้ง-เห็นจริงแล้ว
รูปภาพอันนั้นมีอยู่ แต่กระจกไม่หนัก
เราก็เหมือนกัน แต่ฟังเสียงพูดนั้น-ฟังได้
จะพูดดีก็ฟังได้ จะพูดชั่วก็ฟังได้
ตาเราก็มองเห็นได้-การกระทำของบุคคล แต่มันไม่หนัก
แสดงว่ามันไม่ยึดแล้ว-มันขาดออกจากกันแล้ว** ท่านว่าอย่างนั้น
อันนี้รู้-ต้องรู้ไปอย่างนี้ เป็นขั้น-เป็นตอนไปอย่างนี้
เพราะมันไปตามส่วนของมัน…”
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
————————————————————————————————
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
※ อย่าหลงตน-อย่าลืมตัว ※
※ ※
※ อย่าหลงกาย-อย่าลืมใจ ※
※ ※
※ อย่าหลงชีวิต ※
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
รู้สึกตัว…รู้สึกกาย รู้สึกใจ
_/|\_ _/|\_ _/|\_


ใส่ความเห็น