“คำว่าสอนกรรมฐาน มีหลายวิธี
จะเป็นวิธีใดก็ตาม รวมเข้าไปถึงตัวจิตใจ
ส่วนที่วิธีนั้น มันเป็นเพียงวิธีหรือพิธีกรรมเท่านั้น
ทุกท่าน*อย่าไปติดพิธีกรรม*
เพราะตัวข้าพเจ้าได้ทำมาแล้ว
ข้าพเจ้าได้ทำมาแล้ว*เรื่องพิธีกรรมต่าง ๆ มันไม่เกิดปัญญา*
**วิธีที่นำมาให้พวกเราได้ทำนั้น เป็นวิธีให้เกิดปัญญาล้วน
ใครก็ทำได้ ถ้ารู้จักวิธีแล้ว
ต่อเมื่อเกิดปัญญาขึ้นมา จะรู้เอง-เห็นเอง-เข้าใจเอง**
ดังนั้น**วิธียกมือขึ้น-คว่ำมือลง เป็นวิธีเกิดสติ-เป็นวิธีเจริญปัญญา
เมื่อได้สัด-ได้ส่วนสมบูรณ์แล้ว มันจะเป็นเอง-ไม่ยกเว้นใคร
ใครอยู่ที่ไหน-ทำได้ทั้งนั้น เด็ก ๆ ก็ทำได้-ผู้ใหญ่ก็ทำได้
นุ่งผ้าสีอะไร-ก็ทำได้ ถือศาสนาอะไร-ก็ทำได้
เรียกว่าของจริงก็ได้ เรียกว่าสัจธรรมก็ได้
ของจริงคือมีกายกับใจ สัจจะก็เรียกกายกับใจ**
กาย ได้แก่วัตถุที่มองเห็นได้ด้วยตา
เรียกว่ารูปก็ได้-เรียกว่ากายก็ได้ รูปกับกายเป็นของสิ่งเดียวกัน
ใจที่มองไม่เห็นด้วยตา และสัมผัสไม่ได้ด้วยมือ
เรียกว่านามก็ได้-เรียกว่าใจก็ได้
ทั้ง ๒ อย่างนี้เป็นสิ่งเดียวกัน นามกับใจ
ภาษาธรรมเรียก(ว่า)นาม ภาษาพื้นบ้านเรียกว่าใจ
รูปเป็นภาษาธรรม กายเป็นภาษาชาวบ้าน
**เรามาสร้างสติ เจริญสติให้เกิดปัญญารู้เอง
ทำของที่มีอยู่นั่นแหละ-ให้มันเจริญขึ้น ของไม่มี-เราไม่ต้องทำ**
ตัวอย่างที่ข้าพเจ้าได้ทำมานั้น มันทำตามครูบาอาจารย์ที่สอน
ส่วนที่ข้าพเจ้านำมาเล่าสู่กันฟัง มันเกิดขึ้นจากภายในจิตสำนึก
เมื่อรู้จักรูป-รู้จักนามแล้ว มันจะรู้(สมมติ)ทุกอย่าง-แก้ทุกข์ได้
เรื่องนี้เป็นวิธีตื้น ๆ เราแก้ได้ เช่นเราไม่หลงติดสมมติ
เมื่อเรารู้จักอย่างนั้นแล้ว มาเจริญสติขึ้นอีก
แบบทำจังหวะอย่างที่ข้าพเจ้าแนะนำ
ทำให้มันไว-ทำให้มันเร็วขึ้น
เพราะ**ความคิดมันเร็วที่สุด-มันไวยิ่งกว่าแสงไฟฟ้า
เมื่อมีสติปัญญามากขึ้น สามารถรู้-เห็น
เข้าใจเรื่องความโกรธ-ความโลภ-ความหลงได้
เมื่อเรารู้และทำความเข้าใจความโกรธ
ความโลภ-ความหลงได้แล้ว ความทุกข์ทางจิตใจก็ลดน้อยลง**
คนส่วนมากไม่เข้าใจเรื่องนี้
เข้าใจไปว่าความโกรธ-ความโลภ-ความหลง มันเป็นธรรมดา
**ท่านผู้รู้หรือพระอริยเจ้าทั้งหลายกลับเห็นว่า
สิ่งนั้นแหละเป็นทุกข์ น่าเกลียด-น่าขยะแขยง
ไม่ให้สิ่งนั้นเข้ามาใกล้ หรือขยายตัวออกไปห่างไกล
นั่นเรียกว่ารู้จักชีวิตจิตใจของตัวเองสะอาด-สว่าง-สงบอยู่แล้ว
เมื่อรู้จุดนี้แล้ว มันจะคล้อยไปสู่สายใหญ่อย่างแม่น้ำ
จากสายน้ำเล็ก ๆ จะคล้อยรวมตัวกันเข้าเป็นแม่น้ำใหญ่**
ดังนั้นวิธีสอนจึงให้ทำความรู้สึกตัว-ตัวนี้ก่อน
ตัวเคลื่อนไหวรูปกาย เมื่อรู้จักอันนี้แล้ว
มันจะรู้จัก-รู้เห็นขยิบตา เหลียวซ้าย-แลขวา
แล้วจะรู้วิธีหายใจเข้า-หายใจออก สิ่งนี้มองเห็นได้ด้วยตา
ส่วนจิตใจนึกคิด-มองไม่เห็นได้ด้วยตา
จะรู้ได้ด้วยสมาธิ-สติ-ปัญญา
*สมาธิแบบที่ข้าพเจ้าพูดนี้ ไม่ใช่เป็นสมาธิแบบนั่งสงบแบบนั้น
สมาธิแปลว่าตั้งใจ มีความรู้สึกตัว-ความรู้สึกตัว
ความติดต่อกันเสมอ เรียกว่าสมาธิก็ได้-เรียกว่าสติก็ได้
เมื่อจิตใจนึกขึ้นมา สมาธิมีมากแล้ว-มันจะเห็นทันที
ความคิดจะสั้นลง-สั้นลง* เหมือนวิธีบวกกับลบ
การพูดมันมีมาก แต่อยากทำให้พวกท่านเข้าใจ
*เพียงสร้างจังหวะและไปทำเอาเอง ให้มันเกิดเองแล้วมันสบายใจ
อันนี้ก็สอนวิธีเจริญสติให้* การพูดก็จะหยุดไว้เพียงนี้”
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
————————————————————————————————
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
※ อย่าหลงตน-อย่าลืมตัว ※
※ ※
※ อย่าหลงกาย-อย่าลืมใจ ※
※ ※
※ อย่าหลงชีวิต ※
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
รู้สึกตัว…รู้สึกกาย รู้สึกใจ
_/|\_ _/|\_ _/|\_


ใส่ความเห็น