“…ข้าพเจ้าจะได้พูดอะไรให้ฟัง บางเรื่อง-บางตอนที่ข้าพเจ้าได้ทำมา
เพราะว่าทุกคนก็มีความสงสัยกัน
เรื่องแสวงหาวิธีที่จะให้พ้นไปจากความสับสนวุ่นวาย
ข้าพเจ้าจะได้พูดเรื่องที่ได้กระทำมา
ทีแรกข้าพเจ้าได้เคยเรียนวิธีกรรมฐาน
เรียกว่าหายใจเข้าพุท-หายใจออกโธ แต่ว่าไม่รู้
สมาธินั่งหลับตาภาวนาอย่างนั้น
แล้วก็มีหลายวิธีที่ข้าพเจ้าได้ทำมา ตัวอย่างเช่น สัมมา-อะระหัง
นี่ก็เป็นวิธีหายใจเข้า-หายใจออกเหมือนกัน
แล้วก็วิธีนับ ๑-๒-๓ อันนี้ก็เป็นวิธีหายใจเข้า-หายใจออก
ให้ถูกต้องกับวิธีนับเหมือนกัน
จากนั้นมาข้าพเจ้าได้ทำ เรียกว่าอานาปานสติ
เวลาหายใจเข้าสั้น-ให้กำหนดรู้ หายใจออกยาว-ให้กำหนดรู้
วิธีนี้-ข้าพเจ้ายังไม่ซาบซึ้งในใจตัวเอง
วิธีเหล่านี้ได้ความสงบ-มันสงบ
แต่ไม่ใช่สงบอย่างที่ข้าพเจ้าปรารถนา ข้าพเจ้าได้ค้นหาวิธีความสงบ
แต่คนส่วนมาก ทุกคนคงจะเข้าใจอย่างที่ข้าพเจ้าเคยเข้าใจ
คือว่า*นั่งสงบนั้นเป็นความสงบ ที่จริงอันนั้นยังไม่สงบ*
ข้าพเจ้ายังได้หาวิธีที่จะให้พบกับสัจธรรม
สัจจะคือของจริง-ของแท้ที่มีอยู่ในคนทุกคน
ทุกชาติ-ทุกภาษา จะนุ่งผ้าสีอะไรก็ตาม
ที่มันมีอยู่ในคนนั้นแหละ ที่ข้าพเจ้าแสวงหา
**จนได้พบ-ได้เห็น-ได้เข้าใจแล้ว จึงว่ามีความสงบ**
คำว่า‘ความสงบ’นี้ จะได้พูดให้ฟังเป็น ๒ ประเด็น
ความสงบแบบที่ยังไม่รู้นั้น
ต้องอาศัยนั่งให้มันสงบเงียบอยู่คนเดียว
อันนี้ไม่ใช่ความสงบอย่างแท้จริง
*ความสงบแบบที่จะนำมาเล่าสู่ฟังในวันนี้คือ สงบโดยไม่ต้องหา
ทำไมจึงไม่ต้องหา ? ทั้งนี้เพราะรู้ว่าถึงที่สุดของทุกข์
เรียกว่าความสงบ คือไม่ต้องไปศึกษากับใครที่ไหนอีกแล้ว*
ตอนนี้ขอให้ทุกคนพยายามตั้งใจฟัง
**เริ่มแรกวิธีที่ข้าพเจ้าได้พบกับความสงบนั้น
ข้าพเจ้าทำความเคลื่อนไหว
ไม่ต้องกำหนดอะไรทั้งหมด ให้มีสติกำหนดรู้ในอิริยาบถทั้ง ๔
เมื่อข้าพเจ้าทำจนรู้สึกทุกส่วนที่กำหนดรู้แล้ว เกิดปัญญาขึ้น
ให้รู้ตัวข้าพเจ้าเอง ไม่ไปรู้ใครที่ไหน
รู้ตัวเอง รู้รูป-รู้นาม รู้รูปทำ-รู้นามทำ รู้รูปโรค-รู้นามโรค**
รูปโรค-นามโรค มี ๒ อย่าง คือ
(๑) โรคทางเนื้อหนัง เรียกโรคทางกาย-เจ็บหัวปวดท้อง
โรคชนิดนี้ต้องไปโรงพยาบาล หาหมอ
หมอจะตรวจดูว่าร่างกายมีโรคอะไร
หมอตรวจดูสมุฏฐาน รู้ว่าโรคอันนั้น-โรคอย่างนี้
หมอจะให้ยารักษาโรคตัวนั้นหายได้
(๒) โรคอีกอย่างหนึ่งคือ **จิตใจมันนึก-มันคิด
พอใจ-ไม่พอใจ ดีใจ-เสียใจ
โรคอันนี้ หมอทางโรงพยาบาลรักษาไม่หาย
ต้องศึกษาตัวเองให้รู้สมุฏฐานของความคิด
โรคอันนี้ต้องศึกษาตัวเองให้รู้**
*เมื่อข้าพเจ้ารู้สมุฏฐานของความคิด
เรียกว่าได้ความสงบมีขึ้นมาเพียงเล็กน้อย
ความสงบนั้นคือหยุดได้ ไม่ต้องวิ่งเต้นหาใครที่ไหนอีกแล้วนั่น
เรียกว่าความสงบ*
ข้าพเจ้าได้ทำความรู้สึกตัวมา เกิดมีปัญญาขึ้นอีก
รู้ทุกขัง-อนิจจัง-อนัตตา แล้วก็รู้สมมติ
สมมติอะไรในโลก-รู้ให้ครบ ให้จบ-ให้ถ้วนทุกสิ่งที่มีในโลก
สิ่งที่เป็นสมมติ เรียกสมมติบัญญัติและปรมัตถบัญญัติ
อรรถบัญญัติ-อริยบัญญัติ บัญญัติขึ้นมา ๔ ข้อนี้
ต้องรู้ให้ครบ ให้จบ-ให้ถ้วนจริง ๆ
เมื่อข้าพเจ้าได้รู้สมมติครบ-จบถ้วนแล้ว
ข้าพเจ้ารู้ศาสนา รู้บาป-รู้บุญ รู้จริง ๆ เรื่องนี้
แต่เราไปติดสมมติ คือศาสนาฮินดู-ศาสนาพุทธ
ศาสนาคริสต์-ศาสนาอิสลาม เรื่องนี้มันเป็นเรื่องสมมติ
*ตัวศาสนาจริง ๆ คือตัวคนทุกคนนั่นแหละเป็นตัวศาสนา
ตัวพุทธศาสนา คือตัวสติ-ตัวปัญญาที่มีอยู่ในคนทุกคนนั่นแหละ
ข้าพเจ้ารับรองได้เรื่องนี้ เมื่อข้าพเจ้ารู้ตัวข้าพเจ้าแล้ว
ทุกคนก็เหมือนกับตัวข้าพเจ้าเอง เพราะทุกคนรู้ได้*…”
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
————————————————————————————————
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
※ อย่าหลงตน-อย่าลืมตัว ※
※ ※
※ อย่าหลงกาย-อย่าลืมใจ ※
※ ※
※ อย่าหลงชีวิต ※
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
รู้สึกตัว…รู้สึกกาย รู้สึกใจ
_/|\_ _/|\_ _/|\_


ใส่ความเห็น