รู้สึกกาย รู้สึกใจ 11 พฤศจิกายน 2021

“คุณสัจจพันธ์ พร้อมด้วยคณะที่ทำงาน

อยู่ร่วมกันหลายคน-หลายท่าน

มาฟังเทศน์หรือมาฟังธรรม

หรือมาถามปัญหาข้อที่สงสัย

อาตมาก็จะได้ตอบ หรือแก้ตามอุดมการณ์ของอาตมา

อันผิด-ถูก ดี-ชั่ว…มันเป็นเรื่องของคนที่ฟัง

คนที่ตอบ ก็ต้องตอบไปตามอุดมการณ์ของเรา

อย่างที่พวกคุณเป็นผู้มีความรู้ มีการศึกษา

(มี)ประสบการณ์มามาก

(ส่วน)ตัวหลวงพ่อไม่เคยศึกษา และประสบการณ์อื่น ๆ ก็ไม่ค่อยมี

มีแต่เรื่องการประสบแสวงหาข้อวัตรปฏิบัติตัวเองเท่านั้นเอง

วันนี้เป็นวันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๕๒๙

พวกท่านทั้งหลายถามเกี่ยวกับเรื่อง ‘ชีวิตคืออะไร ?’

อาตมามีความเห็น ความรู้-ความเข้าใจว่า

*ชีวิตคือความเป็นอยู่*

จะเป็นอยู่อย่างไรก็คือชีวิตนั่นเอง-(นี่เป็น)ข้อที่ ๑

ข้อที่ ๒ ชีวิตมีทุกข์และชีวิตที่ไม่มีทุกข์

มีความหมายต่างกันอย่างไร ?

*ชีวิตมีทุกข์กับชีวิตไม่มีทุกข์ ต่างกันมาก*

*ชีวิตมีทุกข์ ก็คือหนักอก-หนักใจ

มืดอยู่ในใจ ไม่มีความสว่างเลย*

ใครพูดอะไร อยากไปถาม-อยากเข้าใจในคำพูดอันนั้น

การถามนี่ *จะถามเท่าไหร่-ก็ไม่มีความสว่างทางจิตใจเลย

การรู้จากตำรับตำรา-จดจำมานั้น

ก็ไม่มีความสว่างทางจิตใจเลย* เป็นอย่างนั้น

จึงว่า *ชีวิตมีความทุกข์*

**ชีวิตที่ไม่มีความทุกข์นั้น ไม่ถามใครก็สว่าง

เพราะการปฏิบัติธรรม

(ถึง)ไม่ได้ไปศึกษาตำรับ-ตำรา ก็สว่าง…เพราะรู้จักตัวเอง

จึงว่าไม่มีทุกข์-ชีวิตจึงไม่มีทุกข์ ไม่สงสัยทุกแง่-ทุกมุม**

แต่ว่าสงสัย อย่างที่เราไม่รู้-อาจจะสงสัย

(แต่)**เรื่องชีวิตของตนเอง-ไม่สงสัย** เป็นอย่างนั้น-อาตมา

(ข้อที่) ๓ ความเป็นทาสและความเป็นไทนั้น

เป็นทาสของอะไรและเป็นไทจากอะไร ด้วยวิธีใด ?

*เป็นทาสก็หมายถึง เป็นทาสของโทสะ-เป็นทาสของโมหะ

เป็นทาสของโลภะ เป็นทาสของกิเลส-เป็นทาสของตัณหา

จึงว่าเป็นกรรม กิเลส-ตัณหา-อุปาทาน-กรรมนี่

เมื่อมีความยึดมั่นอันใดแล้ว

ก็เป็นกรรมชนิดนั้น เป็นทาสของสิ่งเหล่านี้*

**เป็นไทบัดนี้ คือความพ้นไปจากสิ่งเหล่านี้

พ้นไปจากโทสะ-พ้นไปจากโมหะ-พ้นไปจากโลภะ

พ้นไปจากความอิจฉา-ริษยา เบียดเบียน

เรียกว่าพ้นไปจากกิเลส พ้นไปจากตัณหา

พ้นไปจากอุปาทาน-กรรมเหล่านั้น

เพราะการกระทำ-รู้สึกตัวนี่เอง**

จึงว่าความเป็นไทแท้ หมายถึงไม่ได้เป็นทาสของใคร

แต่ว่าไม่ใช่เป็นทาสของคนนะ ที่ตัวหลวงพ่อพูดนี่

คือ*เป็นทาสของความหลงผิด*นั่นเอง

ข้อที่ ๔ ตอนเกิดมาก็ไม่มีทุกข์ และที่สุดก็ต้องตาย

ดังนั้นจะต้องปฏิบัติธรรมะไปทำไม

ชวนกันฆ่าตัวตายเสียให้หมด ไม่ง่ายกว่าหรือ ?

อันความคิดอันนี้ก็เช่นเดียวกันนะ

ความตายนั่นแหละ เราจะดำมืดหรือเราจะอยู่ด้วย(ความ)สว่าง

ไม่ใช่ตายแล้วจะมีสุข-ตายแล้วจะมีทุกข์

ไม่ใช่อย่างนั้น

แต่เราอยู่ด้วยความมืด หรืออยู่ด้วยความสว่างนี้เอง

*ถ้าอยู่ด้วยความมืด

ก็แสดงว่าไม่มีราคาในชีวิตของเรา

ถ้าเราอยู่ด้วยความสว่าง

ชีวิตของเราก็จะมีค่า-มีราคามากขึ้น* เป็นอย่างนั้น

วิธี(ข้อ)ต่อไปคือ ชีวิตต่อตายแล้ว

(ชีวิต)หลังจากตายแล้ว มีอยู่หรือไม่ ?

อันนี้ก็มีการเปรียบเทียบให้ฟัง

จะว่ามีก็ได้-ไม่มีก็ได้

เพราะเราไม่เห็นด้วยตา สัมผัสไม่ได้ด้วยมือ

สมมติคือไม้

ไม้บ้านหลวงพ่อ เป็นไม้แห้งก็ตาม-ไม้ดิบก็ตาม

เอามาเผาไฟ-เอามาจุดไฟ เอามาก่อกองไฟ

ว่ายังไงก็ได้

เมื่อไฟไหม้ไม้นั่นหมด ไม้ก็เป็นเถ้า-เป็นถ่านทั้งหมด

หรือเป็นเถ้า-เป็นฝุ่นไปทั้งหมด ตัวไม้ไม่มี

จะเป็นไม้แห้งก็ตาม จะเป็นไม้ดิบก็ตาม

ถ้าไฟไหม้หมดแล้ว ไม้ไม่มี-มันเป็นเถ้า

เถ้าไม้แห้งหรือเถ้าไม้ดิบ เราไม่รู้

แล้วเอาเถ้านั้นไปเผาไฟอีก ไฟก็ไม่ไหม้

ไฟไม่ไหม้ขี้ดิน แต่ว่ามันร้อนเป็นนะ

ขี้ดิน-มันไฟไม่ไหม้ แต่ว่ามันร้อนอยู่นั่นเอง

ดังนั้น ถ้าไม้เป็นเถ้า-เป็นถ่านไปหมดแล้ว

ไม่มีถ่านหรอก มีแต่ขี้เถ้า-เป็นฝุ่นทั้งหมดแล้ว

พูดเรื่องนี้ อาตมาก็ขอพูดเป็นภาษา(อีสาน)บ้านเรา

ไม้เฮานี่-เมื่อยังเป็นไม้อยู่ ไม้ดิบก็ช่าง-ไม้แห้งก็ตาม

ลำเท่ากัน ไม้ดิบมันหนัก-ไม้แห้งมันเบา

ถ้าไม้แห้งนั่น (ลำ)ใหญ่ก็เบา

ถ้าไม้ดิบนั้น (ลำ)น้อยก็หนัก-เพราะมันจมน้ำ

มันมีน้ำซึมอยู่ใน(เนื้อไม้) บัดนี้เฮาเอาไปจุดไฟ

เอาไปสุมฟืน เอาไปเผาไฟก็ได้

บัดนี้ไฟมันไหม้ ไม้แห้งก็ไหม้-ไม้ดิบก็ไหม้

เฮาไปเบิ่งเขาเผาคนตาย จุด(เผาศพ)คนตาย

หลวงพ่อเคยไปจุด(เผาศพ)คนตาย

พอดีคนตายเนี่ย เฮาจะเอาไม้ดิบใส่หมด-ไฟก็บ่ไหม้

ถ้าเอาไม้แห้งใส่หมดนี่

ไฟมันไหม้หมดง่าย เป็นอย่างนั้น

จำเป็นต้องเอาไม้แห้งกับไม้ดิบนี่ปนกัน

จุดไฟ แล้วเฮาจะพิสูจน์ได้จังซี่

บัดนี้ไฟมันไหม้หมด

ไม้แห้งก็ไหม้-ไม้ดิบก็ไหม้ ไหม้เหมิ้ด

ไปเลือกเอาถ่านมันนั่น อันนี้ถ่านไม้แห้ง-อันนี้ถ่านไม้ดิบ

เฮาก็บ่ฮู้จัก หรือมันเป็นเถ้าหมดแล้ว

เราก็ไม่รู้จัก ว่าอันนี้เป็นเถ้าไม้ดิบ-อันนี้เป็นขี้เถ้าไม้แห้ง

เป็นขี้เถ้าเหมือนกันหมด เป็นจังซั่น

ยังว่า(จึงว่า)**ชีวิตของคนเฮานี้

ผู้ที่อยู่ด้วยความมืดนั่น

ก็ชื่อว่าไปยาก-มายาก มันเป็นทุกข์

ผู้ที่อยู่ด้วยความแจ้ง-ความสว่างนั่น

ไปสบาย-มาสบาย บ่ต้องไปสนใจไผก็ได้

มันบ่เป็นทุกข์** มันเป็นจังซั่น

ตามความคิด-ความเห็น

ตามอุดมการณ์ของหลวงพ่อหรือของอาตมานี้…”

หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

————————————————————————————————

※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※

※ อย่าหลงตน-อย่าลืมตัว ※

※ ※

※ อย่าหลงกาย-อย่าลืมใจ ※

※ ※

※ อย่าหลงชีวิต ※

※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※

รู้สึกตัว…รู้สึกกาย รู้สึกใจ

_/|\_ _/|\_ _/|\_

ไม่มีคำอธิบายรูปภาพ


Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *