รู้สึกกาย รู้สึกใจ 14 พฤษภาคม 2021

“…การปฏิบัติทางจิต-ทางใจในขั้นถัดมานี้ ก็ยังคงให้ทำจังหวะเหมือนเดิม

*เรื่องจิต-เรื่องใจเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะจิตใจไม่เป็นตน-ไม่เป็นตัว*

มองไม่เห็นด้วยตา จับต้องไม่ได้ด้วยมือ

คนไม่มีญาณปัญญา จะมองไม่เห็นอะไร

*คนมีญาณปัญญา จึงจะมองเห็นอะไรได้ทุกอย่าง*

การมีสติดูจิต-ดูใจตนเองอยู่ตลอดเวลานี้ จะทำให้คนไม่ลืมตัว

ทำให้เป็นคนตื่นตัวอยู่เสมอ

*ญาณปัญญาอันจะทำให้เป็นผู้มองเห็นอะไรได้ทุกอย่าง

ที่มีอยู่ในโลกนั้น-มีอยู่ในตัวเราอยู่แล้ว* คนอื่น ๆ ก็เช่นกัน

และไม่จำเป็นว่าต้องเป็นคนสมัยไหน-ยุคไหน หรือชนชาติใด ๆ

ไม่ว่าผู้ใหญ่หรือเด็ก หญิงหรือชาย

*ถ้าหากฝึกเจริญสติได้สมบูรณ์แล้ว ก็จะเห็นได้-รู้ได้-เข้าใจได้เช่นเดียวกัน*

ธรรมชาติแห่งพุทธะในตัวคนแต่ละคน

อาจเปรียบได้กับผลไม้แต่ละผล หรือเมล็ดข้าวเปลือก

ถ้าหากได้ลงเอาเพาะในดินที่ชุ่ม-ที่เย็น มีเงื่อนไขต่าง ๆ พอเหมาะ

ก็จะงอกขึ้นมาเป็นต้น ให้ดอก-ออกผลได้เช่นกัน

ส่วนจะช้าหรือเร็วนั้น ขึ้นอยู่กับสภาพของข้าวเมล็ดนั้น ๆ เป็นเหตุปัจจัย

สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจอีกประการหนึ่งในการปฏิบัติธรรม

ก็คือเรื่องของความสงบ

เพราะหากเข้าใจผิด-อาจทำให้สะดุด-หยุด เสียเวลา-และไม่ได้ก้าวหน้าไปไหน

ความสงบมีอยู่ ๒ แบบ

คือสงบแบบสมถะกรรมฐาน เป็นความสงบแบบไม่รู้

เพราะไม่มีญาณปัญญา เป็นการสงบอยู่ใต้โมหะ

อีกแบบหนึ่ง เป็น**สงบแบบวิปัสสนา

เป็นแบบรู้แจ้ง-รู้จริง เห็นแจ้ง-เห็นจริง

จึงเป็นการเคลื่อนไหว ทำการงานอะไรก็ได้ทุกอย่าง

ไม่ต้องนั่งนิ่ง แต่ให้ดูการเคลื่อนไหวของกายและให้ตื่นตัวอยู่เสมอ

แล้วให้ดูการเคลื่อนไหวของจิต-ของใจ ให้เฝ้าตามรู้-ตามเห็นการทำงานของจิตใจ

หากคิดขึ้นมาปุ๊บ-ให้รู้ปั๊บ…ให้รู้เท่า-รู้ทัน และรู้กัน-รู้แก้

เมื่อปฏิบัติจนสมบูรณ์แล้ว จะมีญาณปัญญาเกิดขึ้น

จะเห็น-รู้-เข้าใจปรากฎการณ์ของวัตถุ และอาการของปรมัตถ์

และจะเห็น-รู้-เข้าใจอาการ หรือปรากฏการณ์ของโทสะ-โมหะและโลภะ

ตลอดไปจนถึงอาการของเวทนา-สัญญา-สังขาร และวิญญาณ

และตรงนี้เอง ที่จิตใจของผู้เจริญสติ-เจริญญาณปัญญาจะเปลี่ยนแปลง

เพราะอวิชาจะหายไป และปัญญาจะเกิดขึ้นมาแทน คือความโง่หายไป

ความฉลาดเกิดขึ้นทันที-ทันใดนั้น ความหนักอก-หนักใจก็หายไป

ความเบาอก-เบาใจจะเกิดขึ้นแทนที่ ความมืดอก-มืดใจก็หายไป

ความสว่างจิต-สว่างใจก็เกิดขึ้นเข้ามาแทน ความเป็นเปรต-เป็นผีก็หายไป

ความเป็นเทวะ-ความเป็นพระก็จะเกิดขึ้นเข้ามาแทนที่

แต่คนที่ไม่มีญาณปัญญา จะมองไม่เห็นตรงนี้

อาจเปรียบด้วยอุปมาทางกายภาพได้ว่า เหมือนขวดที่ว่างเปล่า

มีอากาศอยู่ภายใน แต่เรามองอากาศนั้นไม่เห็นด้วยตาและจับต้องด้วยมือก็ไม่ได้

แต่ถ้าหากเราเอาน้ำเทเข้าไปในขวด อากาศจะไหลหนีเอง-ไม่ต้องทำอะไร

**เพียงเราเจริญสติ-เจริญปัญญาให้สมบูรณ์

โทสะ-โมหะ-และโลภะก็จะไหลหนีเอง

และคนผู้นั้นก็ยังคงมีเวทนา หากแต่ไม่เป็นทุกข์

มีสัญญาไม่ทุกข์ มีสังขารไม่ทุกข์ มีวิญญาณไม่ทุกข์

และสามารถดำรงชีวิตอย่างคนสามัญ ทำการ-ทำงานตามหน้าที่

กิน-เดิน-นั่ง-นอนอย่างคนทั่ว ๆ ไป

จะเป็นฆราวาสก็ได้ ก็ถือว่าเป็นพระอริยบุคคล

หากเป็นสงฆ์ ก็เรียกว่าเป็นพระอริยสงฆ์

ผู้ปฏิบัติเจริญสติไม่ขาดวัน-เวลา

โดยปฏิบัติให้ต่อเนื่อง-ติดต่อกันเหมือนลูกโซ่

โดยทั่ว ๆ ไปแล้ว เพียง ๑ ปี-ก็จะเกิดญาณปัญญาขึ้น

จะเกิดความรู้ขึ้นจากธรรมชาติจริง ไม่มียกเว้น

หรือในบางท่าน อาจต้องใช้เวลา ๓ ปี

แต่หากทำจริง ต้องรู้ทุกคน**

สมัยยังเป็นเด็ก พ่อของข้าพเจ้าเล่าให้ฟังว่า

เมื่อพุทธศาสนามีอายุล่วงไปได้ ๑,๐๐๐ ปี จะเสื่อมลงทีละน้อย-ทีละน้อย

และเมื่อพุทธศาสนาล่วงไปได้ ๒,๐๐๐ ปี ก็จะเสื่อมลงมาก

เมื่อ ๓,๐๐๐ ปีล่วงไป จะเสื่อมมากลงไปอีก

จนล่วงถึง ๕,๐๐๐ ปี จะเสื่อมจนถึงที่สุด

ดวงอาทิตย์จะไม่ส่องสว่าง โลกจะมืด ๗ วัน ๗ คืน

เมื่อไม่มีแสงสว่าง…คนในโลกไปไหน-มาไหน ก็จะชนต่อ ตกคู-ตกคลอง

ลูกไม่รู้จักพ่อ-ไม่รู้จักแม่ พ่อ-แม่ก็ไม่รู้จักลูก

สามี-ภรรยาก็ไม่รู้จักกันว่าใครเป็นใคร เมื่อหิวอาหาร-ก็จะกัดกินกันเอง

เป็นคราวที่มนุษย์จะพบความพินาศ ล่มจมถึงที่สุด

เทวดา-อินทร์-พรหม ก็ช่วยอะไรไม่ได้

เมื่อถึงยุค ๕,๐๐๐ ปีนี้เอง ที่พระพุทธรูปหรือรูปธาตุที่มีอยู่ในโลก

จะเป็นพระพุทธรูป-อิฐ-หิน-ดิน-ปูน-โลหะ หรือพระไม้อะไรก็ตาม

จะเหาะมาประชุมกันเข้าที่ใด-ที่หนึ่ง

แล้วรูปธาตุ-รูปพระทั้งหมดนั้นก็จะร้อนเหมือนกองไฟ

แล้วรูปธาตุ-รูปพระเหล่านั้น ก็จะแตกสลายเป็นธุลีไปหมด

ส่วนดวงจิตวิญญาณของธาตุของรูปพระทั้งหมดนั้น

จะรวมตัวกันเข้าเป็นรูปของเจ้าชายสิทธัตถะกุมาร

เกิดขึ้นเป็นพระพุทธเจ้า เกิดมาเพื่อเปิดดวงอาทิตย์

ขับไล่ความมืดออกไป แล้วเปิดความสว่างขึ้น

พร้อมกับแสดงธรรมโปรดผู้คน ผู้ที่ได้ฟังธรรมของพระองค์

บางคนก็ได้ดวงตาเห็นธรรม เป็นพระโสดาบัน

บางคนได้เป็นพระสกิทาคามี บางคนเป็นพระอนาคามี

และบางคนเป็นพระอรหันต์ ซึ่งขึ้นอยู่กับสติปัญญาของแต่ละคน

ตำนานหรือคำทำนายเขาว่าไว้อย่างนี้

ตัวข้าพเจ้ามีความรู้สึกเกิดขึ้นว่า อันองค์พระพุทธรูปอิฐ-หิน-ดิน-ทราย

หรือโลหะบรรดามีนั้น จะเหาะไปไหน-มาไหนไม่ได้

ข้าพเจ้าเห็นว่าตัวคนทุกคนนี่แหละเป็นรูปธาตุ-เป็นพระพุทธรูป

ตัวสติปัญญาของทุกคนนี่แหละ คือดวงจิตวิญญาณของพระพุทธเจ้า

ยุคใด-สมัยใดที่เกิดความมืดขึ้นในโลก

เกิดการทะเลาะวิวาท รบรา-ฆ่าฟันกัน…เกิดความทุกข์เข็ญขึ้นในโลก

หากผู้ใดระลึกถึงคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า

ได้เจริญสติ-เจริญปัญญา ได้รู้-ได้เห็น-ได้เข้าใจความสงบ

ด้วยญาณของปัญญา เห็นสัจจะด้วยญาณของปัญญาแล้ว

เอาไปสอนให้คนได้รู้-ได้เข้าใจ เรียกว่า‘เปิดโลก’

*หากผู้ใดไม่ติดอยู่กับพิธีรีตอง

ไม่ข้องเกี่ยวอยู่กับตำรับ-ตำรา ไม่ติดครู-ติดอาจารย์

ได้เจริญสติ-เจริญปัญญาอย่างถูกต้อง

ปฏิบัติติดต่อกันเหมือนลูกโซ่

ทำเช่นนี้ อย่างนานไม่เกิน ๓ ปี

อานิสงส์ใด ๆ นั้น ไม่ต้องกล่าวถึงเลย

วิถีทางดับทุกข์ของพระพุทธเจ้ามีมาก

ให้รู้จักเลือกเอาด้วยสติปัญญา*”

หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

————————————————————————————————

※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※

※ อย่าหลงตน-อย่าลืมตัว ※

※ ※

※ อย่าหลงกาย-อย่าลืมใจ ※

※ ※

※ อย่าหลงชีวิต ※

※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※

รู้สึกตัว…รู้สึกกาย รู้สึกใจ

_/|\_ _/|\_ _/|\_

ไม่มีคำอธิบายรูปภาพ


Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *