รู้สึกกาย รู้สึกใจ 16 พฤษภาคม 2021

“…(บุคคล-ภิกษุที่เป็นอาบัติปาราชิกตามตำรานั้น)

คำว่า‘เสพเมถุน ๑’ ในตำรับ-ตำราบอกว่าเพศตรงกันข้าม

จะเป็นเพศอะไรก็ตาม คำว่า‘เพศตรงข้าม’

‘ลักของเขา (๑)’ หมายถึง (ของ)ราคา ๕ มาสก

เมื่อราคา ๕ มาสก มาสกหนึ่ง(เท่ากับ) ๒๐ สตางค์

มาสก-(ก็) ๑๐๐ สตางค์ ขาดจากความเป็นภิกษุ

เจริญธรรมะไม่ได้ หรือเจริญวิปัสสนาไม่ก้าวหน้า

ไม่สามารถที่จะเห็นธรรมได้ ว่าอย่างนี้

‘ฆ่าสัตว์ ๑’ หมายถึงจะเป็นสัตว์เดรัจฉานผู้ที่มีคุณ

เช่น วัว-ควาย ช้าง-ม้า กระบือต่าง ๆ เหล่านั้นแหละ

หรือว่าฆ่ามนุษย์นอกครรภ์-ในครรภ์ ว่าอย่างนี้ก็ได้

ถ้าพูดสั้น ๆ ก็เรียกว่า‘ฆ่ามนุษย์นอกครรภ์-ในครรภ์’

ว่าอย่างนี้

คนจำพวกที่ฆ่ามนุษย์นอกครรภ์-ในครรภ์นั้น

ก็เป็นอาบัติปาราชิก เจริญวิปัสสนาไม่ได้

‘พูด(อวด)อุตริมนุสธรรม (๑)’

คือธรรมอันยิ่งของมนุษย์(ที่)ไม่มีในตน

อันนี้ก็เป็นอาบัติปาราชิก เจริญวิปัสสนาไม่ก้าวหน้า

หรือไม่เข้าใจธรรมะนั้นเอง

ถ้าเพียงแค่นี้ มันก็ยังไม่พอ

คำว่า‘เสพเมถุน ๑’นี้ มันจะนอกตำรา

แต่เมื่อท่านฟัง ก็ต้องพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง

หมายถึง‘บุคคลผู้ยังมีอวิชชา’

*มีโมหะ…หลง-ไม่รู้จริง คือไม่เห็นชีวิต

ไม่เห็นจิตใจของเราที่ปรากฏ กำลังนึกคิดขึ้นมานั้นเอง

เรียกว่า‘เสพเมถุน’

คืออยู่กับปัญญาที่เลวทราม อยู่กับโมหะนั่นเอง

ไม่ได้อยู่กับสติ-สมาธิ-ปัญญา*

มันจึงตรงกันข้ามกับ(คำ)ว่า‘อยู่กับบัณฑิต’

(เพราะ)อยู่กับคนพาล

*ถ้าอยู่กับบัณฑิต ก็ต้องอยู่ด้วยสติ-สมาธิ-ปัญญา

เห็นแจ้งอยู่ทุกขณะจิต* อันนี้เรียกว่า‘อยู่กับบัณฑิต’

*ถ้าหากอยู่กับคนพาล ก็อยู่ด้วยโมหะ-โทสะ-โลภะนี้*

เรียกว่า‘เสพเมถุน’

‘ลักของเขา ๑’ หมายถึงการทรงจำจากตำรับ-ตำรา

หรือทรงจำจากคำพูดของคนอื่น

ได้ยิน-ได้ฟัง แล้วจำมาเล่า ๆ กันไป

เพราะธรรมเหล่านั้นยังไม่ปรากฏขึ้นมา

ภายในจิตใจของเรา เรายังไม่เห็นธรรม

เหมือนกันกับพระพุทธเจ้าพูดกับพระวักกลินั่นเอง

ต่อเมื่อเราเห็นธรรมะแล้ว เข้าใจธรรมะแล้ว

จึงจะไม่เป็น(การ)ลักของคนอื่นมาพูด

*เราต้องเอาธรรมะที่เรากำลังเห็น-กำลังนึก-กำลังคิด

ประสบพบเห็นได้นั้น มาเล่าให้คนอื่นฟัง

จึงจะไม่เป็นการลักของคนอื่น*

‘ฆ่าสัตว์ ๑’ ไม่ได้หมายเฉพาะแต่อย่างเดียว

คือฆ่ามนุษย์นอกครรภ์-ในครรภ์

*ฆ่าสัตว์ หมายถึงการฆ่าตัวเอง*

มรรคผลนิพพาน-ความไม่มีทุกข์

ชีวิตของเราไม่เกลือกกลั้วด้วยความสกปรก

ชีวิตของเรามันมีความสะอาด-สว่าง มีความสงบ

เต็มดวงอยู่เหมือนกับพระอาทิตย์

หรือพระจันทร์-ดวงดาวเหล่านั้น

ที่เราไม่เห็นดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์-ดวงดาวเหล่านั้น

เพราะเมฆหมอก หรือเมฆหมอกอย่างนี้แหละมาเกลือกกลั้ว

การพูดของผมนั้น ผมพูดภาษากลางไม่ค่อยเป็น

แต่จำเป็น ก็นำมาพูดให้พวกท่านฟัง

เพราะพวกท่านต้องการฟังภาษากลาง

ที่ผมพูดนี้ ผมเป็นคนไทย ๑๐๐%

แต่ผมก็พูดภาษากลางไม่เป็น หรือ(ใช้)ภาษาไทยไม่ถูกต้อง

เพราะผมไม่เคยเรียนหนังสือไทย เป็นอย่างนั้น

ฉะนั้นจึงว่า *‘การฆ่าสัตว์นั้นหมายถึงการฆ่าตัวเอง’

คือผูกมัดตัวเองไว้ในกรงขัง

ไม่เอาตัวออกจากตำรับ-ตำรา* เหมือนกันกับรังไหม

ตามปกติ รังไหม-ตัวหม่อนหรือตัวอะไร

ที่มันทำเป็นยุ้ง-เป็นไหมน่ะ

มันเอาตัวของมันซุกเข้าไปในตัวมันแล้ว

มันก็ทำรังรอบนอกของมัน เอาใยพันตัวของมันเข้าไว้ในรัง

ผลที่สุด-มันก็ออกไม่ได้ ก็ต้องตายในรัง

ฉะนั้นการเชื่อตำรับ-ตำรานั้น

ก็อย่าเพิ่งเอาหัวถลำเข้าไปในตำรับ-ตำรามากเกินไป

*เราต้องวิจัยในสติปัญญาของเรา

ต้องเจริญสติปัญญาของเราให้เห็นแจ้ง-รู้จริงตามสภาวธรรม

ที่มันมีจริงอยู่ในคนทุก ๆ คน* จะยกเว้นไม่ได้-ธรรมที่พูดนี้

ฉะนั้นข้อต่อไปว่า

พูด(อวด)อุตริมนุสธรรม (๑)

คือธรรมอันยิ่งของมนุษย์(ที่ไม่มีในตน)

แต่ธรรมที่ว่ารู้ธรรม-เห็นธรรม รู้ชีวิตนี้ รู้จิต-รู้ใจนี่

*ปุถุชน-คนธรรมดาไม่สามารถที่จะเห็นชีวิตตัวเอง

ไม่สามารถเห็นจิตใจตัวเอง เราไปเห็นมายา

คือความคิดที่มันถูกปรุงไปนั้น

เราก็เลยไปจดจำเอาความคิดที่มันถูกปรุงไปนั้น ไปพูด

อันนี้เรียกว่า เป็นการพูดอวดอุตริมนุสธรรม

คือธรรมอันยิ่งของมนุษย์(ที่)ไม่มีในตน*

หรือพูดอีกอย่างหนึ่งว่า เราเห็นสี-เห็นแสง

เห็นผี-เห็นเทวดา เห็นนรก-เห็นสวรรค์

หรือเราไปพูด-ไปคุยกับเทวดา

หรือไปพูด-ไปคุยกับพระพุทธเจ้าอย่างนี้

อันนั้นมันไม่มีในตัว-มันไม่มีในคน มันไม่สามารถที่จะเห็นได้

เรียกว่า‘เป็นการโกหก-พูดเท็จ’ก็ได้ หรือบางทีอาจจะเป็นมายา

*บุคคลที่ไม่รู้จักมายา-บุคคลที่ไม่รู้จักกิเลส กิเลสมันตบหน้าเอา

มันเป็นมายา-มันหลอกลวงเรา

เราไม่เห็นแจ้ง-ไม่รู้จริงในขณะที่จิตใจของเรากำลังปรากฏ

มันเป็นมายาหลอกลวงให้เราหลง เพ้อฝันไปเช่นนั้น*

ฉะนั้นจึงว่า การพูดอวดอุตริมนุสธรรม

คือธรรมอันยิ่งของมนุษย์(ที่)ไม่มีในตนนั้น

ว่าเป็นอาบัติปาราชิก

ถ้าหากว่าเขามี(ธรรมอันยิ่งของมนุษย์)ในตัวเขาแล้ว

ในตำราหลักสูตรนักธรรมชั้นตรี

(หนังสือ)นวโกวาทว่า ‘พูดอวดอุตริมนุสธรรม’

คือธรรมอันยิ่งของมนุษย์ต่ออนุปสัมบัน ต้องปาจิตตีย์เท่านั้น

การที่ต้องปาจิตตีย์นั้น คือบุคคลนั้นไม่เข้าใจ

พูดแล้วฟังไม่รู้เรื่อง-ไม่เข้าใจ

อาบัติ ก็หมายถึงคำตำหนิ-ติเตียน

ของบุคคลผู้ที่ไม่เข้าใจนั่นเอง…”

หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

————————————————————————————————

※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※

※ อย่าหลงตน-อย่าลืมตัว ※

※ ※

※ อย่าหลงกาย-อย่าลืมใจ ※

※ ※

※ อย่าหลงชีวิต ※

※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※

รู้สึกตัว…รู้สึกกาย รู้สึกใจ

_/|\_ _/|\_ _/|\_

ไม่มีคำอธิบายรูปภาพ


Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *