“…มันเป็นวิธีบวกกับลบ-เรื่องนี้
สมมติว่า*เรามีความหลง ทุกคนเป็นอย่างนั้น ๑๐๐%
เราไม่เคยเห็น จับต้นความคิดของเราไม่ได้*
บัดนี้เมื่อเราได้ยิน-ได้ฟัง
พิจารณาถึงคำพูดที่พระพุทธเจ้าได้เจริญวิปัสสนาว่า
ได้ตรัสรู้เพราะการบำเพ็ญทางจิต
*เรามาคอยมีสติ
คอยดูความคิดของเรา* ที่คนอื่นมองไม่เห็น
จะเห็นได้เฉพาะตัวเราคนเดียวเท่านั้น
วันหนึ่ง เราเห็นความคิดของเราครั้งหนึ่ง
สมมติว่าเราไม่เคยเห็นความคิดของเรา ๑๐๐%
เราก็เห็นครั้งเดียว เห็นยาว ๆ
บัดนี้ *เมื่อมันคิดเป็นเรื่อง-เป็นราว
เราเห็น-เรารู้-เราเข้าใจ-เราสัมผัสได้
ความคิดนั้นจะหยุดลง มันจะไม่ถูกปรุงไป*
เมื่อเราเห็นมันหยุดลงแล้ว
เราก็ได้มา ๑ ครั้ง หรือ ๑% แล้ว
ที่มันมีอยู่ ๑๐๐% มันจะลดลงมา(เหลือเพียง) ๙๙%
เราได้มา ๑% แล้ว
บัดนี้เมื่อเราคอยดูอย่างนี้ เราเห็น ๒ ครั้งขึ้นมา
เราก็ได้ ๒% มากทางนี้ขึ้น
ทางนั้นก็น้อยลงมาเหลืออยู่ ๙๘(%)
สมมติบัดนี้เราเห็นความคิดของเราได้ ๑๐%
ทางนั้นก็ยังเหลืออยู่ ๙๐% เท่านั้น
*เราทำบ่อย ๆ ดูบ่อย ๆ ไปไหน-มาไหน
เข้าห้องน้ำ-ห้องส้วม แม้ทำการ-ทำงานทุกวิธี
เราดูจิตใจของเรา
เราเห็นจิตใจของเราที่มันกำลังเกิดขึ้น
นึกคิดอะไร ก็ทิ้งไป*
ทิ้งไป เหมือนกับวิดน้ำออกจากในบ่อนั่นเอง
ดังนั้นเมื่อเป็นเช่นนี้ เมื่อเราเห็นมากขึ้น-มากขึ้น
ทางนั้นก็ลดน้อยลง-ลดน้อยลง
อ้าว-สมมติว่าเราเห็น ๕๐%
ทางนั้นก็ยังเหลืออยู่ ๕๐% เท่าตัว
เมื่อเท่าตัวนั้น
คนที่มีปัญญาก็สามารถที่จะบังคับได้เล็ก ๆ น้อย ๆ
เมื่อเราเห็นถึง ๙๐% มันก็ยังเหลืออยู่เพียง ๑๐% เท่านั้น
เมื่อเราทำความเข้าใจ
*ให้เห็นจิตใจของเรานึกคิดอะไร รู้เท่า-รู้ทัน
เห็นแจ้ง-เอาชนะได้ทุกครั้งทุกคราว ๑๐๐%
ความหลงผิดก็ไม่มี
อันนี้แหละเป็นวิธีการบำเพ็ญทางจิต*
ถ้าพูดอย่างนี้ อาจจะขัดใจพวกท่านที่เคยศึกษาเล่าเรียน
นักธรรมตรี-โท-เอก หรือบาลมบาลีมาก็ตาม
หรือว่าท่านศึกษาเล่าเรียนฝ่ายโลกมา
จนได้ปริญญาตรี-โท-เอก ก็ตาม
คำว่า‘อวิชชา’ในปฏิจจสมุปบาท ท่านว่า‘ความไม่รู้’
‘อวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร
สังขารเป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ
วิญญาณเป็นปัจจัยให้เกิดนาม-รูป
นาม-รูปเป็นปัจจัยให้เกิดอายตนะ
อายตนะเป็นปัจจัยให้เกิดผัสสะ
ผัสสะเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา
เวทนาเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา
ตัณหาเป็นปัจจัยให้เกิดอุปาทาน
อุปาทานเป็นปัจจัยให้เกิดภพ
ภพเป็นปัจจัยให้เกิดชาติ
ชาติเป็นปัจจัยให้เกิดชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์’
ว่าอย่างนั้น
แต่เมื่อมาพิจารณาสั้น ๆ ไม่ต้องเรียนปฏิจจสมุปบาทก็ได้
*‘อวิชชา’ แปลว่า‘ความไม่รู้’
(มันรู้)-แต่มันรู้ผิด มันรู้แก้ทุกข์ไม่ได้*
คน-ไม่ใช่ว่าไม่รู้ มันนึก-มันคิดเป็น
แม้จะเป็นคนบ้าใบ้-เสียจริต มันก็นึก-ก็คิดเป็น
*คำว่า‘อวิชชา’ ในความหมายของปฏิจจสมุปบาทนั้น
คือ‘ไม่เห็นจิตใจ’
ไม่เห็นจิตใจของเราที่กำลังปรุงแต่งไปด้วยสังขาร
เพราะจิตใจของเรามันไหลไปตามกระแสอารมณ์
มันชอบอันใด มันต้องนึก-ต้องคิด
คนเจริญวิปัสสนา หรือเจริญกรรมฐานก็ตาม
เมื่อทำให้จิตใจสงบแล้ว
ต้องไปนึก-ไปคิด ไปตริตรอง-ขบคิดในปัญหาข้อนั้น ๆ
อันนั้นแหละเป็น‘อวิชชา’ คือไปนึก-ไปคิดขึ้นมา
เราไปสร้างขึ้นมา อันนี้แหละเราไม่เข้าใจ
คำว่า‘เห็นนิมิต’ เราไปสร้างของไม่มี-ให้มันมีขึ้นมา*…”
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
————————————————————————————————
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
※ อย่าหลงตน-อย่าลืมตัว ※
※ ※
※ อย่าหลงกาย-อย่าลืมใจ ※
※ ※
※ อย่าหลงชีวิต ※
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
รู้สึกตัว…รู้สึกกาย รู้สึกใจ
_/|\_ _/|\_ _/|\_


ใส่ความเห็น