รู้สึกกาย รู้สึกใจ 25 พฤษภาคม 2021

“…มันเป็นวิธีบวกกับลบ-เรื่องนี้

สมมติว่า*เรามีความหลง ทุกคนเป็นอย่างนั้น ๑๐๐%

เราไม่เคยเห็น จับต้นความคิดของเราไม่ได้*

บัดนี้เมื่อเราได้ยิน-ได้ฟัง

พิจารณาถึงคำพูดที่พระพุทธเจ้าได้เจริญวิปัสสนาว่า

ได้ตรัสรู้เพราะการบำเพ็ญทางจิต

*เรามาคอยมีสติ

คอยดูความคิดของเรา* ที่คนอื่นมองไม่เห็น

จะเห็นได้เฉพาะตัวเราคนเดียวเท่านั้น

วันหนึ่ง เราเห็นความคิดของเราครั้งหนึ่ง

สมมติว่าเราไม่เคยเห็นความคิดของเรา ๑๐๐%

เราก็เห็นครั้งเดียว เห็นยาว ๆ

บัดนี้ *เมื่อมันคิดเป็นเรื่อง-เป็นราว

เราเห็น-เรารู้-เราเข้าใจ-เราสัมผัสได้

ความคิดนั้นจะหยุดลง มันจะไม่ถูกปรุงไป*

เมื่อเราเห็นมันหยุดลงแล้ว

เราก็ได้มา ๑ ครั้ง หรือ ๑% แล้ว

ที่มันมีอยู่ ๑๐๐% มันจะลดลงมา(เหลือเพียง) ๙๙%

เราได้มา ๑% แล้ว

บัดนี้เมื่อเราคอยดูอย่างนี้ เราเห็น ๒ ครั้งขึ้นมา

เราก็ได้ ๒% มากทางนี้ขึ้น

ทางนั้นก็น้อยลงมาเหลืออยู่ ๙๘(%)

สมมติบัดนี้เราเห็นความคิดของเราได้ ๑๐%

ทางนั้นก็ยังเหลืออยู่ ๙๐% เท่านั้น

*เราทำบ่อย ๆ ดูบ่อย ๆ ไปไหน-มาไหน

เข้าห้องน้ำ-ห้องส้วม แม้ทำการ-ทำงานทุกวิธี

เราดูจิตใจของเรา

เราเห็นจิตใจของเราที่มันกำลังเกิดขึ้น

นึกคิดอะไร ก็ทิ้งไป*

ทิ้งไป เหมือนกับวิดน้ำออกจากในบ่อนั่นเอง

ดังนั้นเมื่อเป็นเช่นนี้ เมื่อเราเห็นมากขึ้น-มากขึ้น

ทางนั้นก็ลดน้อยลง-ลดน้อยลง

อ้าว-สมมติว่าเราเห็น ๕๐%

ทางนั้นก็ยังเหลืออยู่ ๕๐% เท่าตัว

เมื่อเท่าตัวนั้น

คนที่มีปัญญาก็สามารถที่จะบังคับได้เล็ก ๆ น้อย ๆ

เมื่อเราเห็นถึง ๙๐% มันก็ยังเหลืออยู่เพียง ๑๐% เท่านั้น

เมื่อเราทำความเข้าใจ

*ให้เห็นจิตใจของเรานึกคิดอะไร รู้เท่า-รู้ทัน

เห็นแจ้ง-เอาชนะได้ทุกครั้งทุกคราว ๑๐๐%

ความหลงผิดก็ไม่มี

อันนี้แหละเป็นวิธีการบำเพ็ญทางจิต*

ถ้าพูดอย่างนี้ อาจจะขัดใจพวกท่านที่เคยศึกษาเล่าเรียน

นักธรรมตรี-โท-เอก หรือบาลมบาลีมาก็ตาม

หรือว่าท่านศึกษาเล่าเรียนฝ่ายโลกมา

จนได้ปริญญาตรี-โท-เอก ก็ตาม

คำว่า‘อวิชชา’ในปฏิจจสมุปบาท ท่านว่า‘ความไม่รู้’

‘อวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร

สังขารเป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ

วิญญาณเป็นปัจจัยให้เกิดนาม-รูป

นาม-รูปเป็นปัจจัยให้เกิดอายตนะ

อายตนะเป็นปัจจัยให้เกิดผัสสะ

ผัสสะเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา

เวทนาเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา

ตัณหาเป็นปัจจัยให้เกิดอุปาทาน

อุปาทานเป็นปัจจัยให้เกิดภพ

ภพเป็นปัจจัยให้เกิดชาติ

ชาติเป็นปัจจัยให้เกิดชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์’

ว่าอย่างนั้น

แต่เมื่อมาพิจารณาสั้น ๆ ไม่ต้องเรียนปฏิจจสมุปบาทก็ได้

*‘อวิชชา’ แปลว่า‘ความไม่รู้’

(มันรู้)-แต่มันรู้ผิด มันรู้แก้ทุกข์ไม่ได้*

คน-ไม่ใช่ว่าไม่รู้ มันนึก-มันคิดเป็น

แม้จะเป็นคนบ้าใบ้-เสียจริต มันก็นึก-ก็คิดเป็น

*คำว่า‘อวิชชา’ ในความหมายของปฏิจจสมุปบาทนั้น

คือ‘ไม่เห็นจิตใจ’

ไม่เห็นจิตใจของเราที่กำลังปรุงแต่งไปด้วยสังขาร

เพราะจิตใจของเรามันไหลไปตามกระแสอารมณ์

มันชอบอันใด มันต้องนึก-ต้องคิด

คนเจริญวิปัสสนา หรือเจริญกรรมฐานก็ตาม

เมื่อทำให้จิตใจสงบแล้ว

ต้องไปนึก-ไปคิด ไปตริตรอง-ขบคิดในปัญหาข้อนั้น ๆ

อันนั้นแหละเป็น‘อวิชชา’ คือไปนึก-ไปคิดขึ้นมา

เราไปสร้างขึ้นมา อันนี้แหละเราไม่เข้าใจ

คำว่า‘เห็นนิมิต’ เราไปสร้างของไม่มี-ให้มันมีขึ้นมา*…”

หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

————————————————————————————————

※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※

※ อย่าหลงตน-อย่าลืมตัว ※

※ ※

※ อย่าหลงกาย-อย่าลืมใจ ※

※ ※

※ อย่าหลงชีวิต ※

※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※

รู้สึกตัว…รู้สึกกาย รู้สึกใจ

_/|\_ _/|\_ _/|\_

ไม่มีคำอธิบายรูปภาพ


Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *