รู้สึกกาย รู้สึกใจ 5 มิถุนายน 2021

“…จะสมมติให้ฟังอีกเรื่องหนึ่ง เอาในหลวงก็ได้

ในหลวง เมื่อท่านแต่งเครื่องแบบเต็มยศเสด็จมา

ใคร ๆ ก็ต้องรู้จักท่าน

มาบัดนี้ ท่านนุ่งกางเกงเป็นคนธรรมดาแบบชาวนามาที่วัดตะเคียนนี่

ท่านมา-เราก็ไม่รู้จัก เพราะเราไม่เคยชินกับท่าน

แต่บุคคลที่รู้จักท่าน เคยได้พบ-ได้สัมผัสท่านมาแล้ว

ไม่ว่าท่านจะนุ่งห่มสีอะไรมาก็ตาม ก็รู้จัก-จำได้

ท่านเสด็จมา เราก็เตรียมที่-เตรียมทางต้อนรับได้ถูก

นี่เพราะเราเคยสัมผัส-เคยรู้จักท่านจริง ๆ มาแล้ว

ทีนี้ *การศึกษาพระศาสนานี่ก็เหมือนกัน

เราจะเอาแต่ศึกษาตัวหนังสือ หรือเชื่อตาม ๆ กันไปไม่ได้

เราต้องศึกษา-ต้องปฏิบัติให้รู้จักของจริง*

อย่างเราเคยเรียนกันมาว่า ‘สติ-ความระลึกได้

สัมปชัญญะ-ความรู้สึกตัว’ อันนี้เราพูดได้-เข้าใจดี

แต่เป็นการท่องจำ แต่โดยมาก-เราไม่ค่อยรู้

ว่าสติสัมปชัญญะนี่เป็นอย่างไร

เราจึงหลงตัว-ลืมตนกันบ่อย ๆ ใช้ชีวิตไปตามอารมณ์ต่าง ๆ นานา

ขาดสติ ลืมตัวอยู่เป็นประจำ

ที่จริง *การตั้งสติเป็นนี้-มีอานิสงส์มาก

เป็นหนทางที่เป็นไปเพื่อความเป็นปกติสุขของชีวิต*

เมื่อพูดถึงตรงนี้ ก็จะวกเข้ามาอีกครั้งหนึ่ง…เรื่องการให้ทาน-รักษาศีล

‘การให้ทานร้อยครั้งพันหน

อานิสงส์ก็ยังไม่มากเท่ากับการรักษาศีลหนเดียว

การรักษาศีลร้อยครั้งพันหน

อานิสงส์ก็ยังไม่มากเหมือนกับการทำจิตใจให้สงบหนเดียว

ทีนี้การทำจิตใจให้สงบร้อยครั้งพันหน

อานิสงส์ก็ยังไม่มากเท่ากับการที่เรามาเจริญสติปัฏฐานให้เกิดปัญญาณาณ

คนเรา เมื่อมีปัญญาญาณ-ก็มีอานิสงส์มาก’

นี่-เราเคยพูดกันมาอย่างนี้จนติดปาก แต่เราไม่สนใจว่ามันคืออะไร

มีเพียงแต่พูดกันเล่น ๆ พูดกันสนุก ๆ ตาม ๆ กันมา

คนเราชอบของสนุก แต่พอมีใครมาพูดความจริงให้ฟัง-กลับไม่ชอบ

ที่จริง คนไม่ชอบ-เพราะไม่รู้จักนั่นเอง

ความจริง คนเราชอบของจริง-ต้องการความเป็นจริง

แต่เมื่อมาพูดความจริงให้ฟังกัน ฟังไม่เข้าใจ

ก็เลยไม่ชอบ เหมือนกับอุปกาชีวกแสวงหาพระพุทธเจ้านั่นเอง

ทั้ง ๆ ที่พระพุทธเจ้าแท้ ๆ แสดงธรรมให้ฟัง

กลับฟังไม่เข้าใจ อันนี้เรียกว่าทิฏฐิ

ทิฏฐิแปลว่าความคิดเห็นของตัวเอง ยึดถือความเห็นของตนเอง

เห็นว่าเราเป็นอย่างนั้น-อย่างนี้

ดังนั้น พระพุทธเจ้าท่านจึงสอนให้เป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน

อย่าถือดี-อย่าถือเนื้อถือตัว ถือว่ากูดี-กูเก่ง-กูฉลาด

พระพุทธเจ้าไม่สอนอย่างนั้น ท่านสอนให้เราตั้งจิต-ตั้งใจ

ใครมาพูด-ต้องฟัง ฟังแล้วพิจารณาตัวเอง

เดี๋ยวนี้ทุกข์ไหม-สุขไหม เราต้องรู้จักพิจารณา-แยกแยะ

ศึกษาหาความจริง

อย่างการทำบุญทุกวันนี้

ไม่ว่าบ้านใด-เมืองใด ก็เหมือนกันทุกบ้าน

ที่หลวงพ่อได้เห็นมา ทำบุญบังสุกุลผ้าป่าหรือทำบุญกองกฐิน

ทำบุญมหาชาติ ทำบุญแล้วก็ต้องตีกัน-กินเหล้าชกต่อยกัน

บางคนถึงกับตาย เอาปืนยิงกันทิ้งก็มี

นี่-เราก็ยังว่าทำบุญอยู่อย่างนั้น อันนี้มันทำบาปแล้ว

นี่-เราไม่เข้าใจ มัวทำตามใจชอบ-กินเหล้าชกต่อยตีกัน

ถามใคร-ใครก็ว่าไปเอาบุญเถอะ มันไม่ใช่ไปเอาบุญ

มันไปเอาบาป-ไปสร้างบาป

หลวงพ่อมาพูดอย่างนี้ ก็ว่ามาลบล้างขนบประเพณีกันอีกแล้ว

มันเป็นอย่างนั้น คนเราพูดความจริงให้ฟังแล้ว-ไม่ชอบ

ที่ไม่ชอบ เพราะเรายังไม่เข้าใจ

บุญจริง ๆ อยู่ที่ไหน…รู้ไหม ?

คนเราเกิดมา แข้งไม่หัก-ขาไม่ด้วน หูไม่หนวก-ตาไม่บอด ปากไม่แหว่ง

นี่แหละ-บุญที่สุดแล้ว บุญเราแล้ว

ทำไมจึงว่าบุญ ?

เราจะทำอะไร-ก็ทำได้ เพียงแต่เราจะทำยังไงเท่านั้นเอง

จะทำดีหรือทำชั่ว อย่างที่พูดให้ฟังเมื่อวานนี้

*บางคนอยู่มาอายุ ๕๐ ปี-๖๐ ปี บางคนอายุ ๓๐ ปี-๔๐ ปี

ไม่เคยดูลงไปถึงชีวิตตัวเอง

ไม่เคยรู้ว่าเดี๋ยวนี้-ชีวิตมันกำลังเป็นอยู่อย่างไร ไม่รู้เลย

ครั้นถามเข้าไป ก็ตอบว่ารู้

ถ้ารู้จักตนเองจริง ๆ แล้ว ทำไมถึงทำอย่างนั้น-เป็นอย่างนั้นกันอีก

อันนี้แสดงว่าเราไม่รู้ตัวเอง ไม่รู้เท่าทันตัวเองดีพอ

ไม่รู้จักฝึกหัดชีวิตตนเอง ใช้ชีวิตไปตามอารมณ์*…”

หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

————————————————————————————————

※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※

※ อย่าหลงตน-อย่าลืมตัว ※

※ ※

※ อย่าหลงกาย-อย่าลืมใจ ※

※ ※

※ อย่าหลงชีวิต ※

※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※

รู้สึกตัว…รู้สึกกาย รู้สึกใจ

_/|\_ _/|\_ _/|\_

ไม่มีคำอธิบายรูปภาพ


Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *