รู้สึกกาย รู้สึกใจ 27 มีนาคม 2521

“…พระพุทธเจ้าของเรากล่าวว่า ‘ธัมมะวิจะยะ’-การสอดส่องธรรม

พระองค์เป็นคนแรกทรงค้นพบ จึงนำมาสอน

ให้มีผู้รู้ตาม-เห็นตาม-เข้าใจตาม ชื่อว่าสาวกพุทธะ

*คำสอนของพระพุทธองค์มิได้หายไปไหน

ถึงแม้วันเวลาจะหมุนเวียนเปลี่ยนไปแล้ว-เปลี่ยนไปเล่า

ย่างเข้าสองพันห้าร้อยกว่าปีแล้วก็ตาม*

เมื่อดูตามสภาพการณ์ของธรรมะหรือสังคม

เรา-ท่านทั้งหลายคงเข้าใจกันแล้วว่า

*ความแก่ เป็นเพียงการไหลเวียนเปลี่ยนไปของสังขาร

ธรรมแต่ละกลุ่ม-แต่ละสายเคลื่อนไป

เพื่อเข้าจุดแยกสลายของธรรมชาติเท่านั้นเอง*

คนในโลก ไม่ว่าสมัยก่อนหรือสมัยนี้

*คนส่วนใหญ่ไม่สนใจจะปฏิบัติธรรมกัน

ส่วนมากจะไปหลงใหลในวัตถุนิยม

และตกเป็นทาสของตา-หู-จมูก-ลิ้น-กาย

หรือผิวหนังอันอ่อนนุ่ม มีอยู่ทุกหน-ทุกแห่ง

เหลียวไปทางไหน ก็จะพบเห็นแต่พวกพญามารหรือกิเลส

ทุกหย่อมหญ้าเต็มไปด้วยความทุกข์อย่างไม่รู้จักพอ โดยไม่รู้สึกตัว

เรียกว่า เห็นนรกเป็นสวรรค์-เห็นกงจักรเป็นดอกบัวไปเสียแล้ว*

เราอย่าไปสนใจคำสอนในลัทธิ-คำสอนของศาสนาผี

ศาสนาพราหมณ์-ศาสนาเทวดา หรือศาสนาอื่น ๆ อยู่เลย

เพราะไม่สามารถจะแก้ทุกข์ทางจิต-ทางใจได้

ตรงกันข้ามกับคำสอนของพระพุทธเจ้า

ชื่อว่า*ศาสนาพุทธนี้ สามารถแก้ทุกข์ทางจิต-ทางใจได้ ๑๐๐%

คำสอนของพระพุทธเจ้านั้น จะมีมากเท่าไรก็ตาม

มีไว้เพื่อเรียนและทรงจำ นำเอาไปเป็นเครื่องมือแก้ทุกข์

หรือดับร้อนทางจิต-ทางใจให้หมด หรือให้ลดน้อยลง*

**วิธีการปฏิบัตินั้น

ก็ไม่ต้องขอร้อง หรืออ้อนวอนจากใครที่ไหนทั้งนั้น

เพียงแต่เราเอาสติเข้ามาทำความรู้สึกตัว

มากหรือน้อยก็ตาม ให้จับความรู้สึก

ในการเคลื่อนไหวอิริยาบถทั้ง ๔ คือ ยืน-เดิน-นั่ง-นอน

ชื่อว่าเป็นการเจริญสติ หรือวิปัสสนาภาวนา

เอาชนะการเคลื่อนไหวของจิตใจที่เป็นกิเลสทุกครั้ง-ทุกคราว

เพราะรู้เท่า-รู้ทัน รู้กัน-รู้แก้ ทวนกระแสของกิเลสได้**

เขาผู้นั้นชื่อว่าได้ใกล้ธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า

เพราะพระพุทธเจ้าก็ทรงทำอย่างนี้

และพระองค์ทรงสอน*ให้มีสติอยู่ทุกเมื่อ*

ชนชาติใด-นุ่งห่มผ้าสีอะไรก็ตาม เข้าวัดฟังธรรม

รักษาศีล ให้ทาน เจริญกัมมัฏฐานอยู่ก็ตาม

*หากไม่ทำความรู้สึกกับจิตใจนึกคิด-พูด-ทำแล้ว

เขาผู้นั้นยังห่างไกลคำสอนของพระพุทธเจ้า*

วิธีการปฏิบัติให้เห็นจริง มีดังต่อไปนี้

การเห็นธรรมที่หลับตาเห็น นั่งหรือนอนก็ตาม

ที่เห็นสี-แสง ผี-เทวดา อินทร์-พรหม นรก-สวรรค์

อย่างนั้นมิใช่เห็นธรรมด้วยสติปัญญา

แต่เป็นมายาหรืออุปกิเลส หลอกลวงเราให้เป็นทุกข์

ตรงกันข้าม *การเห็นธรรมด้วยสติปัญญา

เห็นรูป เห็นนามของตัวเองกำลังยืน-เดิน-นั่ง-นอน

คู้-เหยียด เคลื่อนไหว

เวลาทำการ-ทำงาน พูด

คิดดีหรือชั่ว…ก็เห็น รู้เท่า-รู้ทัน รู้กัน-รู้แก้ และเอาชนะความชั่วได้

ไม่ต้องทำไปตามความคิดชั่วที่เศร้าหมอง*

(การหลับตาเห็นแสง-สี ผี-เทวดา…)

ตรงกันข้ามกับ*การเห็นจิต-เห็นใจส่วนลึก

ที่นึก-ที่คิด…ไม่เป็นตัว-ไม่เป็นตน

เห็นด้วยสติปัญญาอย่างนี้ ไม่มียกเว้น

มันมีอยู่ในคนทุกคนแล้ว*

พระพุทธเจ้า-พระองค์เห็นธรรมที่มีอยู่ก่อนแล้ว

ก็คือจิตใจที่สะอาด-สว่าง-สงบนี้เอง

ตรงกันข้าม ที่ไม่สะอาด-ไม่สว่าง-ไม่สงบ

พระองค์ทรงตรัสว่าเป็นกิเลส-เป็นทุกข์ เพราะโลภะ-โทสะ-โมหะ

เมื่อมีสติปัญญาเห็นอย่างนี้แล้ว

พระพุทธเจ้าทรงกล่าวว่าเป็นบุญกุศล

ชื่อว่ารู้ตาม-เห็นตามพระพุทธเจ้า เรียกว่าอัศจรรย์อย่างยิ่ง

เรียกว่า*เหนือบุญ-เหนือบาป เหนือดี-เหนือชั่ว*

เป็นอัพยากตาธรรม…”

หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

————————————————————————————————

※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※

※ อย่าหลงตน-อย่าลืมตัว ※

※ ※

※ อย่าหลงกาย-อย่าลืมใจ ※

※ ※

※ อย่าหลงชีวิต ※

※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※

รู้สึกตัว…รู้สึกกาย รู้สึกใจ

_/|\_ _/|\_ _/|\_

ไม่มีคำอธิบายรูปภาพ


Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *