รู้สึกกาย รู้สึกใจ 1 พฤศจิกายน 2022

-※ สูตรสำเร็จอึดใจเดียว ๓ (๕/๕) ※-

“…ที่ผมว่านี่ หลวงพ่อคือกัน-พระหนุ่มเณรน้อยคือกัน

แล้วก็แม่ออก-พ่อออกก็คือกัน

ที่ญาพ่อว่านี่ ให้มีแนวความคิดไว้

อย่าเห็นแก่ความเกียจคร้าน-มักง่าย

ผู้ใดว่าหยังให้ (ก็)ต้องมาถามหลวงพ่อเบิ่งซะก่อน

(ว่า)มันควรหรือมันบ่ควร ยังค่อยเป็น(จึงค่อยเป็น)

อันนี้ผู้ใดแตะต้องบ่ได้ ปุ๊บปั๊บ(ก็)ฮ้อนขึ้นมา-บ่แม่นอันนั้นน่ะ

ปฏิบัติธรรมบ่ถูกแล้ว ผิดแล้ว

เพิ่นยังว่าเลิกละได้ ความยึดมั่น-ถือมั่นนี้มันจางเด๊

คล้าย ๆ คือน้ำหม่าข้าว(น้ำแช่ข้าว) ล้างหลายเทือน้ำขี้มวก

บ้านผมเอิ้น‘น้ำขี้มวก’ ล้างออกไปแล้ว-เหลือแต่เม็ดข้าวล้วน ๆ

หรือน้ำล้างเนื้อ-ล้างหลายเทือ มันจืดออกไป-เป็นจังซั่น

จึงว่า**‘ใครว่าจังใด-ก็เรื่องของขเจ้า บ่แม่นเรื่องของเฮา’

เพราะเฮาทำดีแล้วเด๊ ใครสิว่าชั่ว-ก็แล้วไป

เพราะเฮาเห็นพระธรรม-ทำอยู่นี่ นี่พระทำ**

พระทำ-บ่แม่นผีทำ พระเว้า-อันนี้บ่แม่นผีเว้า

พระคิด-อันนี้บ่แม่นผีคิด เพิ่นให้ฮู้จักจังซั่น

จึงว่า **‘พระธรรมนั้นบ่ต้องไปหาหรอก-หาบ่อน(ที่)อื่น’

ถ้าหาเป็นแล้ว-อยู่ใกล้ ๆ เฮานี้

มรรคผลนิพพานก็อยู่ใกล้ ๆ เฮานี่

อยู่หน้าผากเฮานี่** คือเพชร-คือทองคำอันว่านั่นแหละ

ครั้นร่อนออกแล้ว-มันสำเร็จ

ครั้นปนอยู่กับขี้โคลน-ขี้เลน ก็บ่สำเร็จแล้ว

มันก็ของตม-ของเลนหุ้มอยู่ ขี้ตม-ขี้วัว-ขี้ควายห่อหุ้มอยู่

มันก็บ่ได้เอาออกมาใช้แล้ว

**‘อันนี้แหละ-มีค่ามีราคามากที่สุด’** เพิ่นว่า

การให้ทานวัตถุสิ่งของนั่น จากครูบาอาจารย์เล่าให้ฟัง

จิหนาแน่นตั้งแต่พื้นดินขึ้นไปก็ตามซาง

ยังบ่เป็นการให้ทานธรรมอย่างสูงสุด

หรือจะบูชาพระพุทธเจ้าก็คือกัน จะบูชาด้วยข้าวตอกดอกไม้

แม้จะหนาแน่นตั้งแต่พื้นดินก็ตามซาง

เพิ่นว่า‘บ่เป็นการบูชาพระพุทธเจ้า’

เพิ่นว่า **ผู้ใดจะบูชาพระพุทธเจ้า

ผู้ใดจะเฮ็ดหยังต่อพระพุทธเจ้านั้น

เพิ่นว่า ต้องประพฤติธรรม

ผู้ใดรู้ธรรม-เห็นธรรม สมควรแก่ธรรม

นั่นแหละชื่อว่าเป็นการปฏิบัติธรรม

ชื่อว่าเป็นการบูชาพระพุทธเจ้า**

อันบูชา(ด้วย)ข้าวตอกดอกไม้นั้น กะดีแล้ว

ให้คนที่จิตใจอ่อนเฮ็ด

**เฮาต้องบูชาด้วยจิตใจเข้มแข็ง เอาพระธรรมไปนำ

เอาพระสงฆ์ไปนำ-เอาพระพุทธเจ้าไปนำ ไปไสอย่าลืม

อันนี้ชื่อว่า‘พระธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม

ไม่ให้ตกไปในที่ชั่ว’** แน่ะเพิ่นว่า

เฮาเรียนมาแล้ว แต่เฮาหากบ่ได้เอามาพิจารณา

เฮาไปติดตำรา-ไปเชื่อกันจังซั่น กราบอย่างนั้น-กราบอย่างนี้

ผมกราบเบญจางคประดิษฐ์ ครูบาสอนผม

กราบ-(ให้)นั่งคุกเข่า แล้วก็เอาหัวเข่ากับข้อศอกเข้าไปจุ๊กัน

เวลากราบก็เอาหัวแนบกับพื้น ก้นมันเงิงขึ้น(กระดกขึ้น)

ผมเลยมานั่ง-นั่งจ้อม ๆ(เข่าชิดกัน) เฮ็ดแข่งกัน-ลองเบิ่ง

แม๊ะ! ตัวเองต้องตำหนิตัวเองเด๊-บรรพชิต เฮาสวด

ตัวเองติเตียนตัวเองได้หรือไม่ ? ลองมากราบเบิ่ง

นั่งคุกเข่า เอาหัวเข่าเข้ามาป้อมป้องนี่เข้าไว้แล้ว

ไม่ให้มันไปไกล บ่ให้ก้นเรานี่ตีออกจากส้นน่อง

(แยกออกจากส้นเท้า)

กราบ…เอามือเฮ็ดอันนี้-หัวโป้งมือตั้งขึ้น

มันมาสิงาม ๆ อยู่ในใจตัวเอง มันสิชม ๆ ในใจตนเองนี่เด๊

(ว่า)มันถูก-มันเป็นจังซั่น มันสิชื่น ๆ ใจตนเอง-บ๊ะ!

กราบไป-กราบมา…หัด

(กราบเบญจางคประดิษฐ์)มี ๕ จังหวะ(คือ)

๑.เอามือลง ๒.เอาหัวลง ๓.เอามือมาใส่หัวเข่า

๔.เอามือมาใส่หน้าอก ๕.เอามือมาใส่หว่างคิ้ว

เอ้…มาว่า‘นะโมตัสสะ’ ลองเบิ่งดู

‘นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต แปลว่าขอนอบน้อม’

โอ…อันนี้วา-อันเบญจางคประดิษฐ์มี ๕ จังหวะ

มันนบก็อยู่นี่ มันน้อมก็อยู่นี่

๓ เทือแล้วน้อมตัวลง-แน่ะ น้อมก็น้อมให้คล้ายคือกัน

บ่แม่นผู้หนึ่งน้อมไปทางข้าง ผู้หนึ่งน้อมไปทางเอียง

โดยมากก็แม่ออกนี่แหละ-พ่อออกก็คือกัน

นั่งปะแหลดลงไปแล้ว ก็บ่อยากเฮ็ดแล้วบัดนี้

นั่งตะแคงกราบปั๊บ ๆ ๆ เอาแล้ว มันบ่ฝึกหัด

มันเป็นนิสัย-เป็นสันดานขี้คร้าน อย่าเฮ็ด

ต้องพยายามฝึกมันจริง ๆ

ก็เลยรู้จักกราบเบญจางคประดิษฐ์

อันนี้เป็นวิธี(กราบ)เบญจางคประดิษฐ์ มี ๕ จังหวะ

ไหว้ตัวเองบัดนี่ ยกมือไหว้ตัวเองนี่เฮ็ดอีกแบบหนึ่ง

ฮู้จักคุณดี-ความงามของเฮาแล้ว

ไหว้ตัวเองได้(ตั้ง)แต่มื้อนั้นมา ญาพ่อเป็นจังซั่น

ญาพ่อคำนึง นอนอยู่ก็คำนึง-นั่งอยู่ก็คำนึง-ไปไสก็คำนึง

คิดถึงความฮู้-ความหลัง

คิดถึงความฉลาด-ความบ่ทุกข์(ของ)ตัวเอง

มาคิดถึงพระพุทธเจ้า (ท่าน)เกือบตายไป

พระพุทธเจ้า ๖ ปี จึงได้ฮู้-ได้เห็น-จึงได้เข้าใจ

ได้เผยแผ่แก่คนอินเดีย ผู้ใดชอบก็ไป-(คน)อินเดีย

ผู้ใดบ่ชอบ-ก็บ่ไป ก็คือกันกับ(คน)ไทยเฮานี่แหละ

ยังมีอยู่แมะ(ยังมีอยู่นะ) ศาสนาดึกดำบรรพ์เก่าแก่

แต่ยังมีในประเทศอินเดีย

เข้ามาในฮอดเมืองไทยเฮานี่แล้วเด๊นี่

*พุทธศาสนาแก่นแท้นั้น-จึงว่ามีน้อย เพราะคนบ่ปฏิบัติเด๊

ไปปฏิบัติแต่เอาบุญเฉย ๆ (แต่)อยู่ไสบ่ฮู้-บุญน่ะ*

**บุญคือมันบ่ทุกข์เนี่ยะ** อันมันบ่ทุกข์นี้เพิ่นเอิ้นบุญเซ้า(บุญท่าน)

เห็นคนใดนั่งสบายอยู่ ก็ว่าบุญเซ้า

จักอยู่ไสบ่ฮู้-(บุญ) เว้าเป็นตายซือ ๆ(พูดเป็นเฉยๆ )

เพราะมันบ่มีตาทิพย์นั่นแหละ นี่เพิ่นว่าจังซั่น

ที่นำมาว่าให้ฟังหลังจากการทำวัตรเช้า

ก็นึกว่าทุกคนจำได้ง่าย ๆ

วางโครงสร้างที่ว่านี่แหละ ให้มันงามขึ้น

พร้อมกันทำวัตรเช้า-ทำวัตรเย็น

แล้วก็ผู้ใดทำเป็นแล้ว-ก็ต้องให้มันเป็นไป ว่าให้มันดัง-ผู้นำ

พยายามทำ นั่งตรง ๆ อย่าให้มันโงกมันเหงา-พยายาม

เฮาชอบนั่งสงบ (แต่)มันบ่สงบ-อันนั้นน่ะ

**‘ความสงบ’แปลว่าหยุด** นี้ผมจึงรู้จักว่าหยุดละทีนี้

บ่ไปศึกษากับครูบาอาจารย์องค์ใดละ นี่…ความสงบน่ะ

อันนี้จึงเป็นความสงบในหลักพระพุทธศาสนา

ถ้าหากเฮาแสวงหาครู-หาอาจารย์อยู่ บ่สงบ

มันสิสงบตายมันหยัง(มันจะสงบได้อย่างไร) สงบก็คือเซาซั่นวะ

สิไปหาไผ มันจบหลักสูตรมันแล้ว-มันสำเร็จมาแล้ว

พระพุทธเจ้าบอกว่าไม่ต้องไปหาใคร นี่เพิ่นว่า

แต่ว่าผมบ่ได้เป็นพระพุทธเจ้า

ผมเป็นเพียงรู้ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า

จึงนำมาแนะนำพวกเฮาหลังจากทำวัตรเช้ามื้อนี้แล้ว

ทำวัตรเช้า-ก็เว้าสู่ฟัง ทำวัตรเย็น-ก็เว้าสู่ฟัง

เพื่อให้เราทุกคนเอาไปใช้กับชีวิตของเราจริง ๆ

ปีนี้ฝึกกันจริง ๆ

ฝึกกันทางโครงสร้าง-ฝึกกันทางจิตใจ ให้เข้าใจจังซั่น

ผู้ใดขี้คร้าน-ไล่หนี มันเปลืองสถานที่

ใช้ฟืน-ใช้ไฟ ใช้เสื้อ-ใช้ผ้า…เป็นจังซั่น แล้วก็ที่อยู่-ที่อาศัยก็คับ

ต้องการคนดี คนบ่ดี-เอามาไว้เฮ็ดหยัง

มันสอนบ่ได้ มันสันดานของผี-มันสันดานของสัตว์

คนที่ดี มันเว้าง่าย-สอนง่าย…มันก็ได้กว้างออกไป

คน ๆ เดียวสอนหมู่สิร่อนบ่(จะเข้าถึงหรือ)

ปีนี้ได้สัก ๒ คน ปีหน้าได้จัก ๔ คน…มีสมาชิกขึ้นมา

อย่างพระยัสสะ พระพุทธเจ้าท่านสอน

พระยัสสะมีเพื่อนหลายคน

(พระยัสสะก็)ไปเว้าเอาเพื่อนมาปฏิบัติธรรมะ

การเผยแผ่ธรรมะในประเทศอินเดียก็ก้าวหน้าขึ้น

เอาแหละ ที่ผมมาให้ข้อคิดเป็นเครื่องเตือนจิตสะกิดใจในวันนี้

ก็เห็นว่าสมควรแก่เวลาแล้ว

ท้ายที่สุดนี้ พระเณร-ญาติโยมฟังธรรมะ

ที่ผมนำเอาคำสั่ง-คำสอนของพระพุทธเจ้ามาเล่าสู่ฟัง(ใน)วันนี้

ผมขออ้างอิงเอาคุณของพระพุทธเจ้า

และพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

และคุณของพระอรหันตสาวก(ของ)พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

มาเตือนจิตสะกิดใจของพวกเฮา

**ให้พวกเฮาได้รู้แจ้ง-เห็นจริงตามความเป็นจริง

อย่างที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ในข้อที่ ๔ ว่า

‘สัตว์ทั้งหลาย เราผู้เป็นตถาคตไปถึงแล้วแห่งนั้น

แล้วจึงนำมาสอนพวกเธอทั้งหลาย ให้พวกเธอทั้งหลาย

จงประพฤติปฏิบัติอย่างเราตถาคตนี้

ก็จะรู้-จะเห็น-จะเป็น-จะมีอย่างเราตถาคตนี้

เห็นคือว่า‘พุทธานุพุทธัง’อันหนึ่ง

อันหนึ่งว่า‘ผุฏฐัสสะ โลกะ ธัมเมหิ จิตตัง’-นี่อันหนึ่ง

อันนี้เป็นสิ่งที่ทุกคนควรรู้-ควรเห็น

เพราะน้ำกับตมนั้น มันบ่แม่นอันเดียวกัน

ตมเลนต่างหากมาเฮ็ดให้น้ำขุ่น น้ำมันบ่ขุ่น

จิตใจเฮาก็คือกัน

ถ้าเฮาฮู้จักอย่างนี้แล้ว-เราจิค่อย ๆ ตามไป

พระพุทธเจ้าจึงว่า

‘อันจิตใจสะอาด-จิตใจสว่าง-จิตใจสงบ-จิตใจบริสุทธิ์’

ครั้นจิตใจบริสุทธิ์แล้ว ขี้ตมก็บ่ไปเฮ็ดให้น้ำขุ่นได้อีกแล้ว

จิตใจเราก็ผ่องใส ขี้ตมก็เป็นตะกอนทะลุออกก้นพู้น

จิตใจว่องไว-มันก็เบาแล้วบัดนี่ มันก็มองเห็นได้

สามารถมองเห็นอันใดได้ทุกอย่างเด๊ เพิ่นว่าจังซั่น

ขอให้ทุกคน-ทุกคน พบเห็นเอาในชีวิตนี้

หรือเวลาอันใกล้นี้ จงทุก ๆ คนเทอญ.”**

หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

————————————————————————————————

‘สูตรสำเร็จอึดใจเดียว ๑-๔’

หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ พูดไว้

ณ สำนักปฏิบัติธรรมทับมิ่งขวัญ อ.เมือง จ.เลย

ก่อนท่านจะมรณภาพประมาณเดือนเศษ

โดยท่านตั้งใจที่จะพูดฝากไว้สำหรับผู้ที่สนใจ

จะได้นำไปใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติ

อันเป็นทางนำไปสู่การพ้นทุกข์ด้วยตนเอง

‘สูตรสำเร็จ’นี้ เป็นวิธีลัดสั้นและตรงที่สุด

ท่านจึงได้ให้ชื่อว่า ‘สูตรสำเร็จอึดใจเดียว’

————————————————————————————————

※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※

※ อย่าหลงตน-อย่าลืมตัว ※

※ ※

※ อย่าหลงกาย-อย่าลืมใจ ※

※ ※

※ อย่าหลงชีวิต ※

※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※

รู้สึกตัว…รู้สึกกาย รู้สึกใจ

_/|\_ _/|\_ _/|\_

ไม่มีคำอธิบายรูปภาพ


Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *