รู้สึกกาย รู้สึกใจ 14 ตุลาคม 2022

“…ท่านที่เคารพทั้งหลาย ชาย-หญิง เด็กและผู้ใหญ่

ไทย หรือชนชาติใด-ภาษาใด นุ่งห่มผ้าสีอะไรก็แล้วแต่

ที่แสดงตนเป็นชาวพุทธ จิตใจบริสุทธิ์

ทุกวันนี้ มีผู้ประกาศศาสนาผี-ศาสนาพรามหมณ์

ศาสนาเทวดา และพุทธศาสนา

เราเคยทำบุญ-ให้ทาน-รักษาศีลกันมามากต่อมากแล้ว

*อันการทำบุญ-ให้ทาน-รักษาศีลนั้น ก็ดีอยู่แล้ว

แต่เราทั้งหลายจะย่ำเท้าอยู่เพียงเท่านั้นหรือ ?*

**จงตื่นขึ้นเถิด

จงคำนึงถึงตัวเองว่าเราเกิดมาทำไม

มีชีวิตอยู่เพื่ออะไร สิ่งสูงสุดที่เราจะได้-ที่เราจะทำคืออะไร ?**

เพราะโดยปกติ คนส่วนมากไม่เคยคำนึงถึงตัวเอง

อันการเกิดเป็นคนได้นั้นแสนยากยิ่งนัก

บางคน-มารดาตั้งครรภ์ได้เดือน-๒ เดือน แท้งออกมา-ก็มีมาก

บางคนคลอดออกมาจากท้องของมารดาได้ ๑ วัน ๒ วัน ๑๐ วัน…ตายก็มีมาก

บางคน(เกิด)ได้ ๑ ปี ๒ ปี ๑๐ ปี ๒๐ ปี ๓๐ ปี ถึง ๘๐ ปี…ตายไปก็มีมาก

ที่เรามีชีวิตจิตใจอยู่ทุกวันนี้ อุปมาเหมือนกับน้ำที่ไหลไป-ไม่มีที่เก็บ

เพราะเราไม่เคยกำหนดการเคลื่อนไหวไป-มา อันเป็นธรรมชาติของคนทุกคน

บางคนเกิดมาเป็นคนรูปสวย-รวยทรัพย์ บาคนเป็นคนยากจน-ลำบาก

ไม่เหมือนกัน

แต่*ที่เหมือนกันก็คือเกิด-แก่-เจ็บ-ตาย* ด้วยการเจ็บหัว-ปวดท้องเข้า…แล้วตาย

หมดลมหายใจเหมือนกัน *ไม่มีใครล่วงพ้นจากสิ่งเหล่านี้ไปได้*

ทั้งคนสวย รวย หรือจน…ก็ต้องพบความแก่-เจ็บ-ตายนี้เหมือนกัน

ฉะนั้น **ถ้าเราได้หันกลับเข้ามาดูตัวเอง…ให้เห็น-ให้รู้-ให้เข้าใจแล้ว…ก็เป็นบุญ-เป็นกุศลอย่างยิ่ง**

เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เราเคารพนับถือ

ตรัสว่า*‘บุคคลใดที่ประมาท แม้มีชีวิตอยู่-ก็เหมือนคนตายแล้ว*

ตรงกันข้าม

**คนใดที่มีสติตื่น เห็นตัว-รู้ตัวอยู่เสมอ…เรียกว่าบัณฑิต’**

การมีสติรู้การเคลื่อนไหวในอริยาบถทั้ง ๔ คือ ยืน-เดิน-นั่ง-นอน

และอิริยาบถย่อย เช่น คู้-เหยียด เคลื่อนไหว กะพริบตา

อ้าปาก ก้ม-เงย เอียงซ้าย-เอียงขวา หายใจเข้า-หายใจออก

กลืนน้ำลายผ่านลงไปในลำคอ ให้มีสติกำหนดรู้

สิ่งเหล่านั้น-คนอื่นเห็นได้ นี่เป็นบุญ-เป็นกุศลอย่างหนึ่ง

แต่ชีวิตจิตใจของเราจริง ๆ นั้น…ไม่มีตัว-ไม่มีตน คนอื่นไม่สามารถมองเห็น

ฉะนั้น **การมีสติ รู้จิต-รู้ใจ…รู้ความคิดของตนเองจริง ๆ

เป็นยอดบุญ-ยอดกุศลอย่างยิ่ง

บุคคลใดเห็นความคิดของตนเอง ท่านผู้รู้กล่าวว่า‘ผู้นั้นเห็นพระพุทธเจ้า’**

เรื่องนี้ พระองค์ตรัสกับพระวักกลิว่า‘ดูก่อนวักกลิ ผู้ใดเห็นธรรม-ผู้นั้นเห็นเรา

ตรงกันข้าม ผู้ใดไม่เห็นธรรม-ผู้นั้นก็ไม่เห็นเรา

แม้จะจับชายจีวรหรือจับนิ้วมือเราอยู่ ก็ไม่เห็นเรา’

**การเห็นธรรม ก็หมายถึงการเห็นชีวิตจิตใจส่วนลึกจริง ๆ ของเรานั้นเอง**

และคราวหนึ่ง พระองค์ตรัสกับองคุลีมาลที่วิ่งตามพระองค์-จะเอาชีวิตของพระองค์

พระองค์ไปขวางหน้า องคุลีมาลก็เลยร้องถามพระองค์ว่า‘สมณโคดม-ทำไมถึงไม่หยุด ?’

พระองค์เลยตรัสตอบองคุลีมาลว่า‘เราหยุดแล้ว-แต่องคุลีมาลซิยังไม่หยุดจากการทำชั่ว-ทำบาป’

เท่านั้น…องคุลีมาลก็ได้สติ-เกิดศรัทธา (เกิด)การหยุดทางจิต-ทางใจ

ดังนั้น **การหวนกลับมาดูชีวิตจิตใจของเรา จึงจัดว่าเป็นบุญ-เป็นกุศลมหาศาลยิ่ง

เพราะเป็นการเดินตามไปหาพระพุทธเจ้า เป็นการเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าอย่างแท้จริง

เพราะพระพุทธเจ้าคือธรรม ธรรมก็คือพระพุทธเจ้า

การเห็นชีวิตจิตใจของตนเอง ก็คือเห็นธรรม

ฉะนั้นชาวพุทธบริษัท หากมีสติหันกลับเข้ามาดูตัวเอง-เพื่อให้รู้ชีวิตจิตใจของตนเอง

ไม่เพียงแต่การให้ทาน-รักษาศีลเท่านั้น

ก็จะพบพระพุทธเจ้า พ้นไปจากความทุกข์ทั้งมวล

และได้ชื่อว่าเป็นพุทธบริษัทได้ ๑๐๐%”*

อันการทำบุญ-ให้ทาน เช่น ขุดบ่อน้ำ สร้างกุฏิ-วิหาร ศาลาการเปรียญ

และอื่น ๆ อีกก็ตาม นับว่าเป็นบุญ-เป็นกุศลเหมือนกัน…แต่ยังไม่มากเท่าการรักษาศีล

การรักษาศีลก็นับว่าเป็นบุญ-เป็นกุศล ก็ยังไม่เท่าการทำสมถกัมมัฏฐานที่ทำให้จิตใจสงบได้ชั่วครั้ง-ชั่วคราว

การทำสมถกัมมัฏฐาน ก็ยังไม่เท่าการไปนิมนต์เอาพระพุทธเจ้า

พร้อมด้วยพระอรหันตสาวกที่มีอยู่ในโลกมาประชุมพร้อมกัน

แล้วได้ทำบุญ-ให้ทานทุกอย่างตามความปรารถนาของตน ว่าเป็นบุญ-เป็นกุศลอย่างยิ่งก็ตาม

ท่านผู้รู้ทั้งหลายกล่าวว่า‘ยังไม่มากเท่า**การเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน

อันมีการกำหนดรู้อาการยืน-เดิน-นั่ง-นอน และคู้-เหยียด เคลื่อนไหว

เป็นการเอาสติกลับเข้ามากำหนดดูตัวเอง และทำความรู้สึกตัวทั่วพร้อม

สามารถทำความรู้แจ้ง-เห็นจริงในจิตใจส่วนลึก ที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตา

สามารถมองเห็นได้ด้วยสติ-สมาธิ-ปัญญาของตน และทำได้อยู่เช่นนั้นทุกเวลานาที

จึงนับว่าเป็นบุญ-เป็นกุศลอย่างสูงสุดในทางพระพุทธศาสนา หรือว่ายอดบุญ-ยอดกุศล

เป็นทางสวรรค์-นิพพานก็ได้ เรียกว่า‘เจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน’

เพราะพระพุทธองค์ก็ปฏิบัติอย่างนั้น และนำมาสอนพระสาวก(ให้)ได้รู้ตาม-เห็นตามอย่างนั้น

และมีวิธีรู้อย่างนั้น และเมื่อพระองค์ยังทรงพระชนม์อยู่-ก็แสดงธรรมอย่างนั้นให้แก่พุทธบริษัทฟัง

ได้รู้ตาม-เห็นตาม เข้าใจจริงในสัจธรรมนั้น ๆ

เมื่อผู้ฟังตั้งจิต-ตั้งใจฟังแล้วจำ นำไปประพฤติ-ปฏิบัติตาม…ก็สามารถรู้

และเข้าถึงสัจธรรมได้เหมือนกัน การทำอย่างนี้-อึดใจเดียวก็ได้…ไม่ยาก

แล้วนำไปใช้กับกิจการงานทุกอย่าง**

*พุทธบริษัทไม่สนใจอย่างนี้ จึงทำให้จิตใจเป็นทุกข์อยู่ตลอดกาล*

*การโกรธคนอื่น-เหมือนจุดไฟเผาตัวเอง อันความโกรธไม่มีที่เรา-จะเอาเข้ามาทำไม ?*

**อันชีวิตจิตใจของคนทุกคน สะอาด-สว่าง-สงบอยู่แล้ว**

ตรงกันข้าม *ที่มันไม่สะอาด-ไม่สว่าง-ไม่สงบนั้น…เราคว้ามันเข้ามาทีหลัง

เพราะความหลงผิด-เป็นยอดของมลทินทั้งหลาย ชื่อว่า‘กิเลส’*

ตรงกันข้าม **ความไม่หลง-เป็นยอดของกุศลทั้งหลาย**

*การทำทุกอย่าง หากไม่พูดถึงเรื่องทำลายกิเลสประเภทโลภะ-โทสะ-โมหะแล้ว

ชื่อว่า‘คำสอนนั้นเป็นโมฆะ’*

เราจะไม่มัวโทษสังคมว่าเป็นเหตุให้เราต้องชั่ว หรือมัวโทษคนเลวทั้งหลาย

ว่าทำให้สังคมทั้งหลายเสื่อมทราม แต่เราจะโทษคนดีของสังคมนี่แหละ

ที่เอาแต่คุดคู้ ซุกซ่อนตัว ผลักไส เอาตัวรอด

ไม่กล้าประกาศความดี-ความจริงอย่างอาจหาญ เป็นสำคัญ

ต่อไปนี้ ความดี-ความจริง…จะต้องประกาศให้มากขึ้น

ยุคของคนดีเอาแต่หดหัวนั้น พอกันที-พอกันเถิด

สังคมเราได้เสื่อม เพราะเหตุนี้มานานแล้ว”

หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

————————————————————————————————

※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※

※ อย่าหลงตน-อย่าลืมตัว ※

※ ※

※ อย่าหลงกาย-อย่าลืมใจ ※

※ ※

※ อย่าหลงชีวิต ※

※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※

รู้สึกตัว…รู้สึกกาย รู้สึกใจ

_/|\_ _/|\_ _/|\_

ไม่มีคำอธิบายรูปภาพ


Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *