รู้สึกกาย รู้สึกใจ 13 ตุลาคม 2022

“…พุทธศาสนาสอนให้รู้-ให้เห็นคุณและโทษของศาสนาผี ศาสนาพราหมณ์ ศาสนาเทวดา

และชี้**ให้มีสติกลับเข้ามารู้รูปกาย กิเลส และจิตใจส่วนลึก

สามารถแก้ทุกข์ได้ด้วยสติ-ปัญญาของตนเอง

คำสอนของพระพุทธเจ้าไม่ได้หายไปไหน

หากปฏิบัติตามคำสอนแล้ว

ผู้เขียนรับรองว่า สามารถแก้ทุกข์ได้ ๑๐๐%**

พุทธศาสนาไม่เรียกร้องศรัทธา แต่เรียกร้องเหตุผล

โดยสอนว่า‘ทุกสิ่ง-ทุกอย่างเกิดแต่เหตุ-ไม่เกิดขึ้นลอย ๆ’

**การอ้อนวอนขออะไรต่าง ๆ ที่ไม่ตรงต่อเหตุ จะไม่เกิดผล

จึงต้องกระทำให้ตรงกับเหตุ

เช่น ไม่ต้องการให้ความทุกข์เกิดขึ้น ก็ต้องระงับเหตุของความทุกข์นั้น

ถ้าต้องการให้ความสุขเกิดขึ้น ก็ต้องกระทำเหตุของความสุขนั้น**

ในประเทศอินเดียสมัยก่อนพระพุทธเจ้า

ประชาชนพากันเชื่อถือ และปฏิบัติตาม ๆ กันมา

ในสิ่งที่ไม่มีเหตุผลนานาประการ เช่น บูชายัญ บูชาไฟ บวงสรวง

ปลุกเสก เชื่อฤกษ์ยาม ถือขลัง-ศักดิ์สิทธิ์ ถือผีสาง-เทวดาฟ้าแถน(ผีฟ้า)

พุทธสาวกย่อมเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชาเหล่านี้

เช่น เป็นหมอดู หมอผี หมอปลุกเสก ลงเลขยันต์ ให้หวยเบอร์ ให้ฤกษ์

เป็นเจ้าพิธีรีตอง-บวงสรวงต่าง ๆ

**พระพุทธเจ้าทรงพยายามสอนให้พุทธบริษัทเลิกยึดถือสิ่งที่ไม่มีเหตุผล

และหันมายึดถือเหตุผล**

เช่น ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยสาวกได้ผ่านไปแล้ว

โรงบูชาไฟ กลายเป็นโรงต้มน้ำและโรงหุงหาอาหารเหล่านี้

ขี้เถ้าที่ถือกันว่าศักดิ์สิทธิ์ กลายเป็นเครื่องขัดภาชนะโลหะ

การเบียดเบียนและการฆ่าสัตว์-เผาสังเวยเทวดา ด้วยสำคัญว่าเป็นบุญนั้น

ชนผู้ตื่นจากความหลงทั้งหลาย ละทิ้งแล้ว

**พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยสาวก

ได้ยกเข้าเหยียบย่ำ กวาดล้างความเชื่อถืองมงาย-ไร้เหตุผล

ความเป็นผู้โหดร้ายทารุณต่อเพื่อนมนุษย์และสัตว์เสียสิ้นแล้ว

พร้อมกับได้หว่านโปรยความสงบร่มเย็นแผ่ปกคลุมไปทั่ว

สิ่งที่พระองค์พร้อมด้วยสาวกละไว้ ณ เบื้องหลัง

คือความใส่ใจในความสงบ อันเนื่องจากเว้นขาดความข่มเหง-เบียดเบียน

ลักฉ้อล่อลอง มีสันโดษ-ยินดีด้วยของ ๆ ตน ไม่คิดก้าวล่วง-ช่วงชิงของผู้อื่น

และประการสุดท้ายอันสำคัญยิ่ง

คือเป็นผู้ตื่นจากความเขลาในปัญหาแห่งชีวิตทั้งปวง**

การให้ฤกษ์ทุกชนิด หมอดูทุกประเภท และการปลุกเสกเลขยันต์ต่าง ๆ

พระพุทธเจ้าท่านห้ามทั้งสิ้น

ติรัจฉานวิชาเหล่านี้ ย่อมขัดแย้งกับความมีเหตุผลโดยสิ้นเชิง

และขัดกับเรื่องกรรมที่ว่า ‘หว่านพืชเช่นใด-ย่อมได้ผลเช่นนั้น’

**พระพุทธเจ้าทรงสอนให้กระทำกรรมดี ทำเมื่อไร-เป็นใช้ได้

ไม่เกี่ยวกับฤกษ์ยามหรือดวงดาวแต่อย่างใด

ทำดีเมื่อไร-ดีเมื่อนั้น ทำชั่วเมื่อใด-ชั่วเมื่อนั้น

ไม่จำกัดกาลเวลา…ทำดี-ดี ทำชั่ว-ชั่ว**

*ทุกวันนี้ สิ่งที่พระพุทธเจ้าห้าม-กลับปฏิบัติและยกย่องกันทั่วไป

ทั้งในวัด-สถานที่ราชการ เต็มบ้าน-เต็มประเทศไปหมด

เมื่อเอาความโง่-งมงาย เป็นสรณะแทนพระพุทธ-พระธรรม-พระสงฆ์แล้ว

ชาวพุทธจะเจริญได้อย่างใด ประเทศชาติบ้านเมืองจะไปรอดได้อย่างไร ?*

แม้แต่ผู้นำก็ยังพึ่งสิ่งเหล่านี้อย่างหลับหู-หลับตา

ประเทศชาติบ้านเมืองจะเป็นเมืองพุทธโดยสมบูรณ์ได้อย่างไร ?

ผู้นำยังไม่สว่างพอ…คือยังมืดบอด ลุ่มหลง-งมงาย

เหมือนคนตาบอดจูงคนตาบอด มันต้องล่มจมสู่ความหายนะจนได้

แต่**ถ้าทุกคนแก้ไขความเห็นแก่ตัว หันเข้ามามองจิต-มองใจของตนเอง

ศึกษาค้นคว้าในตัวเอง…ให้รู้-ให้เห็นว่าชีวิตคืออะไร เกิดมาทำไม

อะไรเป็นสิ่งสูงสุดที่ชีวิตควรได้-ควรถึง หรือควรทำให้แจ้ง

และชีวิตนี้ตีราคาเป็นเงิน-เป็นทองได้ละหรือ ?

ควรที่ทุกคนจะเสียสละส่วนน้อย เพื่อรักษาส่วนใหญ่

(เสียสละ)ความสุขส่วนน้อย เพื่อความสุขอย่างยิ่ง

ดังถ้อยคำที่ว่า‘เสียสละทรัพย์เพื่อรักษาอวัยวะ

เสียสละอวัยวะเพื่อรักษาชีวิต เสียสละชีวิตเพื่อรักษาสัจธรรม’**…”

หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

————————————————————————————————

※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※

※ อย่าหลงตน-อย่าลืมตัว ※

※ ※

※ อย่าหลงกาย-อย่าลืมใจ ※

※ ※

※ อย่าหลงชีวิต ※

※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※

รู้สึกตัว…รู้สึกกาย รู้สึกใจ

_/|\_ _/|\_ _/|\_

ไม่มีคำอธิบายรูปภาพ


Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *