“…พุทธศาสนาสอนให้รู้-ให้เห็นคุณและโทษของศาสนาผี ศาสนาพราหมณ์ ศาสนาเทวดา
และชี้**ให้มีสติกลับเข้ามารู้รูปกาย กิเลส และจิตใจส่วนลึก
สามารถแก้ทุกข์ได้ด้วยสติ-ปัญญาของตนเอง
คำสอนของพระพุทธเจ้าไม่ได้หายไปไหน
หากปฏิบัติตามคำสอนแล้ว
ผู้เขียนรับรองว่า สามารถแก้ทุกข์ได้ ๑๐๐%**
พุทธศาสนาไม่เรียกร้องศรัทธา แต่เรียกร้องเหตุผล
โดยสอนว่า‘ทุกสิ่ง-ทุกอย่างเกิดแต่เหตุ-ไม่เกิดขึ้นลอย ๆ’
**การอ้อนวอนขออะไรต่าง ๆ ที่ไม่ตรงต่อเหตุ จะไม่เกิดผล
จึงต้องกระทำให้ตรงกับเหตุ
เช่น ไม่ต้องการให้ความทุกข์เกิดขึ้น ก็ต้องระงับเหตุของความทุกข์นั้น
ถ้าต้องการให้ความสุขเกิดขึ้น ก็ต้องกระทำเหตุของความสุขนั้น**
ในประเทศอินเดียสมัยก่อนพระพุทธเจ้า
ประชาชนพากันเชื่อถือ และปฏิบัติตาม ๆ กันมา
ในสิ่งที่ไม่มีเหตุผลนานาประการ เช่น บูชายัญ บูชาไฟ บวงสรวง
ปลุกเสก เชื่อฤกษ์ยาม ถือขลัง-ศักดิ์สิทธิ์ ถือผีสาง-เทวดาฟ้าแถน(ผีฟ้า)
พุทธสาวกย่อมเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชาเหล่านี้
เช่น เป็นหมอดู หมอผี หมอปลุกเสก ลงเลขยันต์ ให้หวยเบอร์ ให้ฤกษ์
เป็นเจ้าพิธีรีตอง-บวงสรวงต่าง ๆ
**พระพุทธเจ้าทรงพยายามสอนให้พุทธบริษัทเลิกยึดถือสิ่งที่ไม่มีเหตุผล
และหันมายึดถือเหตุผล**
เช่น ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยสาวกได้ผ่านไปแล้ว
โรงบูชาไฟ กลายเป็นโรงต้มน้ำและโรงหุงหาอาหารเหล่านี้
ขี้เถ้าที่ถือกันว่าศักดิ์สิทธิ์ กลายเป็นเครื่องขัดภาชนะโลหะ
การเบียดเบียนและการฆ่าสัตว์-เผาสังเวยเทวดา ด้วยสำคัญว่าเป็นบุญนั้น
ชนผู้ตื่นจากความหลงทั้งหลาย ละทิ้งแล้ว
**พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยสาวก
ได้ยกเข้าเหยียบย่ำ กวาดล้างความเชื่อถืองมงาย-ไร้เหตุผล
ความเป็นผู้โหดร้ายทารุณต่อเพื่อนมนุษย์และสัตว์เสียสิ้นแล้ว
พร้อมกับได้หว่านโปรยความสงบร่มเย็นแผ่ปกคลุมไปทั่ว
สิ่งที่พระองค์พร้อมด้วยสาวกละไว้ ณ เบื้องหลัง
คือความใส่ใจในความสงบ อันเนื่องจากเว้นขาดความข่มเหง-เบียดเบียน
ลักฉ้อล่อลอง มีสันโดษ-ยินดีด้วยของ ๆ ตน ไม่คิดก้าวล่วง-ช่วงชิงของผู้อื่น
และประการสุดท้ายอันสำคัญยิ่ง
คือเป็นผู้ตื่นจากความเขลาในปัญหาแห่งชีวิตทั้งปวง**
การให้ฤกษ์ทุกชนิด หมอดูทุกประเภท และการปลุกเสกเลขยันต์ต่าง ๆ
พระพุทธเจ้าท่านห้ามทั้งสิ้น
ติรัจฉานวิชาเหล่านี้ ย่อมขัดแย้งกับความมีเหตุผลโดยสิ้นเชิง
และขัดกับเรื่องกรรมที่ว่า ‘หว่านพืชเช่นใด-ย่อมได้ผลเช่นนั้น’
**พระพุทธเจ้าทรงสอนให้กระทำกรรมดี ทำเมื่อไร-เป็นใช้ได้
ไม่เกี่ยวกับฤกษ์ยามหรือดวงดาวแต่อย่างใด
ทำดีเมื่อไร-ดีเมื่อนั้น ทำชั่วเมื่อใด-ชั่วเมื่อนั้น
ไม่จำกัดกาลเวลา…ทำดี-ดี ทำชั่ว-ชั่ว**
*ทุกวันนี้ สิ่งที่พระพุทธเจ้าห้าม-กลับปฏิบัติและยกย่องกันทั่วไป
ทั้งในวัด-สถานที่ราชการ เต็มบ้าน-เต็มประเทศไปหมด
เมื่อเอาความโง่-งมงาย เป็นสรณะแทนพระพุทธ-พระธรรม-พระสงฆ์แล้ว
ชาวพุทธจะเจริญได้อย่างใด ประเทศชาติบ้านเมืองจะไปรอดได้อย่างไร ?*
แม้แต่ผู้นำก็ยังพึ่งสิ่งเหล่านี้อย่างหลับหู-หลับตา
ประเทศชาติบ้านเมืองจะเป็นเมืองพุทธโดยสมบูรณ์ได้อย่างไร ?
ผู้นำยังไม่สว่างพอ…คือยังมืดบอด ลุ่มหลง-งมงาย
เหมือนคนตาบอดจูงคนตาบอด มันต้องล่มจมสู่ความหายนะจนได้
แต่**ถ้าทุกคนแก้ไขความเห็นแก่ตัว หันเข้ามามองจิต-มองใจของตนเอง
ศึกษาค้นคว้าในตัวเอง…ให้รู้-ให้เห็นว่าชีวิตคืออะไร เกิดมาทำไม
อะไรเป็นสิ่งสูงสุดที่ชีวิตควรได้-ควรถึง หรือควรทำให้แจ้ง
และชีวิตนี้ตีราคาเป็นเงิน-เป็นทองได้ละหรือ ?
ควรที่ทุกคนจะเสียสละส่วนน้อย เพื่อรักษาส่วนใหญ่
(เสียสละ)ความสุขส่วนน้อย เพื่อความสุขอย่างยิ่ง
ดังถ้อยคำที่ว่า‘เสียสละทรัพย์เพื่อรักษาอวัยวะ
เสียสละอวัยวะเพื่อรักษาชีวิต เสียสละชีวิตเพื่อรักษาสัจธรรม’**…”
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
————————————————————————————————
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
※ อย่าหลงตน-อย่าลืมตัว ※
※ ※
※ อย่าหลงกาย-อย่าลืมใจ ※
※ ※
※ อย่าหลงชีวิต ※
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
รู้สึกตัว…รู้สึกกาย รู้สึกใจ
_/|\_ _/|\_ _/|\_


ใส่ความเห็น