“…ตั้งใจฟัง เพื่อจะได้เกิดสติปัญญา
ตามสมควรแก่เวลาการฟัง
ฉะนั้นคนเราเมื่อฟังดี ก็ย่อมได้ปัญญาในทางที่ดี
ถ้าฟังไม่ดี ก็ได้ปัญญาในทางที่ไม่ดี
คำว่า‘ดี’กับ‘ไม่ดี’นั้น มันตรงกันข้ามเหมือน‘ดำ’กับ‘ขาว’
ฉะนั้น วันนี้จะได้พูดกันเรื่อง‘การเห็นธรรมะ’
หรือว่า‘เข้าถึงธรรมะ’ต่อไป
*คำว่า‘เห็นธรรมะ’นั้น
บางคนว่าเห็นสี-เห็นแสง เห็นผี-เห็นเทวดา
เห็นนรก-เห็นสวรรค์ หรือที่สุดก็เห็นพระพุทธเจ้า
อย่างนั้นเป็นการเห็นนอกตัว ไม่ใช่เห็นในตัวของเรา*
**ถ้าหากเห็นธรรม
ก็ต้องเห็นตัวของเรา หรือเห็นในตัวของเรานี่เอง**
*ฉะนั้นที่เราเห็นสี-เห็นแสง เห็นผี-เห็นเทวดา
เห็นนรก-เห็นสวรรค์-เห็นนิพพาน
หรือเห็นพระพุทธเจ้านั้น มันเป็นมายา
เป็นกลไกของกิเลส หรือว่าเป็นกลไกของจิตใจ*
**ถ้าหากว่าเห็นธรรม คือเห็นตัวเรา
เห็นรูป-เห็นนาม หรือเห็นกายกับใจของเรานี่เอง**
ฉะนั้นคำว่า‘กาย’กับ‘ใจ’นี้ หรือว่า‘รูป’กับ‘นาม’นี้
มันมีมาตั้งแต่ไหน-แต่ไรมา
เมื่อเกิดหลุดจากท้องของมารดามา
ก็ต้องมี‘กาย’กับ‘ใจ’ หรือมี‘รูป’กับ‘นาม’
ภาษาธรรมะที่ได้ประพฤติ-ปฏิบัติธรรม
หรือประสบ-พบเห็นมา ก็เรียกว่า‘รูปกับนาม’
ภาษาชาวบ้านของเราเรียกว่า‘กายกับใจ’
ดังนั้น **เมื่อเห็นกาย-ก็เห็นใจ เมื่อเห็นใจ-ก็เห็นกาย
เมื่อเห็นรูป-ก็เห็นนาม เมื่อเห็นนาม-ก็เห็นรูป**
เรียกว่า‘รูปทำ-นามทำ’
คำว่า ‘ทำ-ธรรม’ คำนี้มีอยู่ ๓ ความหมาย คือ
ข้อที่ ๑ เรียกว่า‘ทำ’ (สะกด)ตัว ท-สระอำ…(เรียกว่า) ทำ
ข้อที่ ๒ เรียกว่า‘ธมฺ’ (สะกด)ตัว ธ-มีตัว ม…เรียกว่า‘ธมฺ’(ธัม) เหมือนกัน
ข้อที่ ๓ เรียกว่า‘ธรรม’ (สะกด)ตัว ธ-ตัว ร ๒ ตัว
และตัว ม ก็เป็น‘ธรรม’เหมือนกัน เรียกว่า‘ธรรม’
‘ทำ’ คือการกระทำ
ทำทางกาย ๑-ทำทางวาจา ๑-ทำทางใจ ๑
ฉะนั้น**การเห็นธรรม
ต้องเห็นในการกระทำหรือการพูด-การคิด
ในขณะที่ทำ-ที่พูด-ที่คิดอยู่นั่นแหละ คือเห็นธรรม
หรือว่าเห็นธรรมนั้น คือเห็นรูปกับนาม
หรือเห็นกายกับใจ** อย่างที่พูดแล้ว
**เมื่อบุคคลใดเห็นธรรม ก็เห็นพระพุทธเจ้า
เมื่อบุคคลใดไม่เห็นธรรม ก็ไม่เห็นพระพุทธเจ้า
ฉะนั้นการเห็นธรรมนั้น ก็คือเห็นตัวเรา**…”
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
————————————————————————————————
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
※ อย่าหลงตน-อย่าลืมตัว ※
※ ※
※ อย่าหลงกาย-อย่าลืมใจ ※
※ ※
※ อย่าหลงชีวิต ※
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
รู้สึกตัว…รู้สึกกาย รู้สึกใจ
_/|\_ _/|\_ _/|\_


ใส่ความเห็น