“…พระพุทธเจ้านั้น ก็คือคนธรรมดา ๆ นี่เอง
แต่คนส่วนมากเข้าใจว่า
คือรูปเจ้าชายสิทธัตถะกุมารนั้น เป็นพระพุทธเจ้า
ดังนั้น เมื่อมาคำนึงถึงว่า
‘รูปเจ้าชายสิทธัตถะกุมารนั้น เป็นพระพุทธเจ้า’
เรามาคำนึงถึงเมื่อสมัยพระวักกลิไปอยู่กับพระพุทธเจ้า
เห็นพระพุทธเจ้า-รูปโฉมของพระพุทธเจ้าสวยงามดี
ก็ติดตามไปอยู่ด้วย
เรียกว่าไปบวชเป็นภิกษุอยู่ด้วย(กับ)พระพุทธเจ้า
เมื่อพระพุทธเจ้าแนะนำให้ประพฤติ-ปฏิบัติธรรม
ก็เฉยอยู่ ไม่ได้ยิน-ไม่ได้ฟัง
แต่ฟังอยู่-แต่ไม่ได้ยิน คือไม่เข้าใจนั่นเอง
คอยดูแต่รูปโฉมภายนอก(ของพระพุทธเจ้า)ก็เท่านั้น
ไม่ได้ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า
เมื่อเป็นเช่นนั้น พระพุทธเจ้าก็ประณามพระวักกลิ
คือไล่พระวักกลิหนี ว่าอย่างนี้ก็ได้
เมื่อพระพุทธเจ้าประณามพระวักกลิ ไล่พระวักกลิหนี
พระวักกลิก็ไม่มีทางไป
เพราะว่า(มี)ความตั้งใจว่า จะไปอยู่กับพระพุทธเจ้า
เมื่อพระพุทธเจ้าไล่หนีหรือประณาม ก็ไม่มีทางไป
เมื่อไม่มีทางไปแล้ว ก็มีทางเดียวเท่านั้น-คือตาย
พระวักกลิคิดอย่างนี้ มีทางเดียว-คือตายเท่านั้น
เมื่อไม่เห็นพระพุทธเจ้าแล้ว ก็จะเป็นทุกข์
เมื่อเป็นเช่นนั้น พระวักกลิก็เลยหนีจากพระพุทธเจ้าไป
ว่าจะไปโตน(กระโดด)เหวตาย ว่าอย่างนั้น
พระพุทธเจ้าก็เพ่งเล็ง เรียกว่าเล็งญาณไป
เห็นพระวักกลิจะไปโตนเหวตาย พระพุทธเจ้าก็ตามไป
พระพุทธเจ้า : พระวักกลิทำไมจะมาโตนเหวตายอย่างนี้ ?
พระวักกลิ : เพราะว่าไม่มีทางไป
ทีแรกตั้งใจจะมาอยู่กับพระพุทธเจ้า
เพราะว่าเห็นพระพุทธเจ้านั้นเป็นผู้ที่สวยงาม
พอใจในรูป-ในเสียง-ในการทำของพระพุทธเจ้า
พระพุทธเจ้า : พระวักกลิเข้าใจว่าตัวรูปร่างเจ้าชายสิทธัตถะ
คือรูปกายภายนอกของเรานี้สิ เป็นพระพุทธเจ้า
พระวักกลิ : ก็คือรูปที่มองเห็นด้วยตานั่นแหละ เป็นพระพุทธเจ้า
พระพุทธเจ้า : อันนี้ไม่ใช่เป็นพระพุทธเจ้า
ถ้าหากพระวักกลิเข้าใจว่า
รูปกายภายนอกนี้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว
รูปกายภายนอกของเรา
ผู้พระวักกลิว่าเป็นพระพุทธเจ้านี่ *ตายเป็นไหม* ?
พระวักกลิ : *ตายเป็น*
พระพุทธเจ้า : บัดนี้ รูปพระวักกลินั้น-ตายเป็นไหม ?
พระวักกลิ : ตายเป็น
พระพุทธเจ้า : เมื่อพระวักกลิเห็นว่าเราตถาคต
ผู้วักกลิว่าเป็นพระพุทธเจ้านี้
*ตายแล้ว เน่าเปื่อยเหม็นเป็นไหม* ?
พระวักกลิ : *เน่าเปื่อยเหม็นเป็น*
พระพุทธเจ้า : บัดนี้ พระวักกลิตายไปแล้ว
เน่าเปื่อยเหม็นเป็นไหม ?
พระวักกลิ : เน่าเปื่อยเหม็นเป็นเช่นเดียวกัน
พระพุทธเจ้า : ถ้าหากว่าตายเป็น เน่าเป็น-เปื่อยเป็น-เหม็นเป็น
จะไปถือว่ารูปกายภายนอกนั้น
เป็นพระพุทธเจ้านั้นไม่ได้
เพราะ**พระพุทธเจ้านั้นไม่ตาย
ไม่เน่า-ไม่เปื่อย-ไม่เหม็น**
ถ้าหากพระวักกลิเข้าใจอย่างนั้นแล้ว
พระวักกลิไม่เห็นพระพุทธเจ้าเลย
พระวักกลิ(ได้ฟังแล้ว) ก็เลยเกิดมีความฉงนใจขึ้นมา
เรียกว่าสนใจอยากเห็นพระพุทธเจ้า
ที่ไม่ตาย ไม่เน่า-ไม่เปื่อย-ไม่เหม็นเป็นนั้น
เมื่อเป็นเช่นนั้น พระพุทธเจ้ากับพระวักกลิ
ก็เลยสนทนากันไปหลายเรื่อง
หรือยังไงก็ไม่รู้ เพียงเล่าให้ฟังเป็นคร่าว ๆ
แต่พวกท่านทั้งหลายที่ได้ฟังแล้ว
ก็คงจะได้รู้จักเป็นลาง ๆ หรือว่าเข้าใจเป็นลาง ๆ
เพราะท่านทั้งหลายก็เคยได้ยิน-ได้ฟังมาแล้วพอสมควร
เมื่อเป็นเช่นนั้น
พระพุทธเจ้าก็เลยทักทายพระวักกลิไปหลายเรื่อง
พระวักกลิก็อยากเห็นพระพุทธเจ้า
ที่ไม่ตาย ไม่เน่า-ไม่เปื่อย-ไม่เหม็นนั้น
พระพุทธเจ้าก็เลยแนะแนววิธีปฏิบัติธรรม
เรียกว่าแนะแนวการทำกรรมฐาน
หรือว่าแนะแนวการเจริญวิปัสสนานั้น ให้แก่พระวักกลิ
พระวักกลิก็เลยไปปฏิบัติธรรมะ
ได้ดวงตาเห็นธรรม หรือว่าดับกิเลสตาย-คลายกิเลสหลุด
เหมือนกันกับพระพุทธเจ้า
ดังนั้น พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า
**‘ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นพระพุทธเจ้า
ผู้ใดไม่เห็นธรรม ผู้นั้นไม่เห็นพระพุทธเจ้า
แม้จะจับนิ้วเท้า-นิ้วมือ หรือปลายจีวรของพระพุทธเจ้าอยู่
ก็ไม่เห็นพระพุทธเจ้า คือไม่เห็นธรรมนั่นเอง’**…”
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
————————————————————————————————
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
※ อย่าหลงตน-อย่าลืมตัว ※
※ ※
※ อย่าหลงกาย-อย่าลืมใจ ※
※ ※
※ อย่าหลงชีวิต ※
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
รู้สึกตัว…รู้สึกกาย รู้สึกใจ
_/|\_ _/|\_ _/|\_


ใส่ความเห็น