“(หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ) : หนูทำงานอะไร ?
(ผู้ฟัง) : เป็นครูค่ะ
(หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ) : เดินไปโรงเรียน
บัดนี้น่ะ ถ้าหากหนูมีรถจักรยานหรือนั่งรถก็ตาม
ถ้านั่งรถจักรยาน-ขาก็ย้ายไปอย่างนี้ เหยียบบันได-มันมีความรู้สึก
ถ้าไม่มีรถจักรยาน-เดิน…ก็เดินไปเฉย ๆ นี่แหละ **เดินไป-เดินก้าวไป
ก้าวสัก ๑๐ ก้าว-รู้ครั้งหนึ่งก็ยังดี ดีกว่าไม่รู้
เอาอย่างนี้ ถ้าเดินไป ๑๐ ก้าว-รู้ ๕ ครั้งก็ยิ่งดี
ถ้าไม่รู้สักเที่ยว-ก็เต็มทีแล้ว เป็นอย่างนั้น
ต้องรู้ รู้ก้าวหนึ่ง-๒ ก้าวก็ดี
ไปถึงโรงเรียนคงจะมีสัก ๑๐๐ ก้าวนะ
รู้สัก ๑๐ ก้าวก็ดี ดีกว่าไม่รู้
นี่แหละ ทำอย่างนี้-มันจะสะสมเอาไว้
ความรู้อันนี้มันจะค่อย ๆ มากขึ้น-มากขึ้น
มันจะรู้เรื่อย ๆ ไป**
วิธีที่พูดกันวันนี้ ก็ต้องพูดกันอย่างนี้
คือ **รู้เรื่องรูป-นามแล้ว
อย่าเอาสติมาใช้(ดู)รูป-นาม ให้เอาสติคอยดูความคิด
บัดนี้หนูเดินไปโรงเรียน ไปสอนนักเรียน
เดินไป อย่าเอาสติมากำหนดเท้ามากเกินไป
ให้คอยดูความคิด
ดูต้นไม้ หรือดูคนเดินผ่านไปตามถนนหนทางก็ได้
แล้วมันแวบคิดขึ้นมา ‘อุ้ย! คิดแล้ว’
(รู้แล้ว)ทิ้งไปเลย อย่าเข้าไปในความคิด
ถ้าเข้าไปในความคิด มันจะพาคิด
‘โอ๊ย…คนนั้นผู้หญิง-ผู้ชาย ดูหน้า-ดูตา
คนดำ-คนขาว นุ่งเสื้อสีนั้น-สีนี้’
ไม่ต้องเอา อันนั้นมันเป็นวิตก-วิจาร
เห็นผู้หญิงก็ช่าง-ผู้ชายก็ตาม เฉยไปเลย
เห็นต้นไม้ โอ้-แล้วไปเลย
ไม่ต้องว่า ‘โอ้ ต้นไม้เป็นกิ่งนั้น-กิ่งนี้’
ไม่ต้องวิพากษ์-วิจารณ์อันนั้น
อันนี้เป็นวิธีหนึ่ง
คือว่า มันคิดก็แล้วไป-มันคิดก็แล้วไป**
แต่ว่าต้องวิพากษ์-วิจารณ์นะ อันนี้สมมติพูดนะ
ถ้ามีเรื่องขึ้นมา จะแก้ปัญหาไม่ได้นะบัดนี้
อันนี้มันต้องเป็นอย่างนั้น
ถ้าคนไปลักของบัดนี้
นุ่งเสื้อสีนั้น-สีนี้ ก็รู้จักอีกแล้วบัดนี้
อันนี้มันต้องเป็นปัญญานะนี่นะ
คือว่าต้องรู้คน ผู้ชาย-ผู้หญิง
คนมีอายุกี่ปี-ประมาณเอานะ ให้รู้
แต่อาตมาพูดนี้ ไม่ได้พูดเรื่องอันนั้น
คือ พูด**ให้รู้ความคิด
เมื่อกำลังมันคิดแวบขึ้นไปแล้ว ตัดทันที
อย่าไปวิพากษ์-วิจารณ์ คิดดี-คิดชั่ว…ไม่ต้องคิด**
บัดนี้เราจะสร้างบ้าน-สร้างเรือน ต้องมีโครงการคิดอันนั้นนะ
หนูจะไปสอนนักเรียน ต้องมีโครงการ-จะสอนเรื่องอะไร
วันนี้ต้องสอน ต้องคิด
แต่ความคิด(อีก)ชนิดหนึ่ง
อันคิดขึ้นมาแวบเดียว มันไปเลย
อันนั้นเป็นเรื่องความคิด
ความคิดตัวนี้ มันนำโทสะ-โมหะ-โลภะเข้ามา
อันที่เราตั้งคิดขึ้นมานั้น มันไม่นำโทสะ-โมหะ
อันนั้นมันตั้งคิดมาด้วยสติปัญญา
ความคิดจึงมี ๒ อย่างด้วยกัน
ความสงบก็มี ๒ อย่างด้วยกัน
(๑) **สงบจากอันความคิดแวบอันนั่นแหละ
แล้วก็มาอยู่ด้วยสติปัญญาตัวนี้
อันนี้สงบแบบการเห็นแจ้ง**
(๒) *สงบแบบไม่เห็นความคิดแวบ
อันนั้นเขาว่าสงบใต้โมหะ
เพราะมันสงบมืด ๆ-อันนั้น สงบไม่รู้-อันนั้น*
**เดินไป-ก็ให้รู้ นั่งกินข้าว-ก็ให้รู้
นี่เป็นวิธีเดินจงกรม**
*ไม่ใช่ว่าเดินจงกรม เดินทั้งวัน-ไม่รู้สึกตัวเลย*
อันนั้นก็เต็มที่แล้ว เดินไปจนตาย-มันเป็นอย่างนั้น
ไม่ใช่เดินอย่างนั้น
เดินก้าวไป-ก้าวมา รู้…นี่(เรียก)ว่า‘เดินจงกรม’
เดินจงกรม ก็หมายถึงเปลี่ยนอิริยาบถนั่นเอง
ให้เข้าใจว่าเดินจงกรมเพื่ออะไร เปลี่ยนอิริยาบถ
คือนั่งนาน มันเจ็บแข้ง-เจ็บขา
บัดนี้เดินมาก มันก็เมื่อยหลัง-เมื่อยเอว
นั่งด้านหนึ่ง เราเรียกว่า‘เปลี่ยนอิริยาบถ’
เปลี่ยนให้เท่า ๆ กัน
นั่งบ้าง-นอนบ้าง-ยืนบ้าง-เดินบ้าง อิริยาบถทั้ง ๔ ให้เท่า ๆ กัน
แบ่งเท่ากันหรือไม่เท่ากันก็ได้ เพราะว่าเราไม่มีนาฬิกานี่
น้อย-มากอะไร ก็พอดี-พอควร
เดินเหนื่อยแล้ว-ก็ไปนั่งก็ได้ นั่งเหนื่อยแล้ว-โอ้ย! ลุกเดินก็ได้
หรือนอนก็ได้ แต่อย่าไปนอนหลับนะ
ถ้านอนหลับทั้งวัน-ทั้งชาติ ก็เหมือนหมู
หมูมันนอนอยู่ในคอกมัน-เป็นอย่างนั้น อย่าไปทำ
ที่พูด ๆ นี่ เข้าใจไหมวิธีพูดนะ-เข้าใจไหมวิธีทำจังหวะ
(ผู้ฟัง) : งั้นสรุปว่าความคิดที่อยู่ใต้โมหะนี่-เราต้องปัดไป
(หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ) : ปัดไปเลย
(ผู้ฟัง) : แต่ความคิดที่เป็นไปด้วยสติปัญญา
เพื่อการ-เพื่องานของเรา เราต้องคิด
(หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ) : อันนั้นถ้าไม่คิด ก็ทำไม่ได้-ก็บ้าแล้ว
ต้องเป็น-ต้องคิด เราจะทำอะไร ?
จะปลูกบ้าน หรือจะซื้อของ-เสื้อผ้า หรือจะซื้ออะไรก็ตาม
มันต้องคิด มันจะคุ้มค่าเงินเราไหม
เราซื้อไปแล้ว-จะไปทำอะไร มันต้องคิดอันนั้น
ไม่คิด เขาว่า‘คนบ้า’-อันนั้น
ให้เข้าใจอย่างนั้น ต้องใช้สติปัญญา”
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
————————————————————————————————
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
※ อย่าหลงตน-อย่าลืมตัว ※
※ ※
※ อย่าหลงกาย-อย่าลืมใจ ※
※ ※
※ อย่าหลงชีวิต ※
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
รู้สึกตัว…รู้สึกกาย รู้สึกใจ
_/|\_ _/|\_ _/|\_


ใส่ความเห็น