“…**บัดนี้เมื่อเราทำ(ความรู้สึก)บ่อย ๆ ความคุ้นเคยมันบ่อย ๆ
เมื่อมันคิดวูบขึ้นมา เราจะรู้สึก
อันความรู้สึกนั้น ท่านเรียกว่า‘มีสติ’
มันรู้สภาพหรือสภาวะของความคิด
ดังนั้น การเดินจงกรมก็เป็นการเจริญสติ
อันนี้ไม่จำกัด ไม่กำหนดกฎเกณฑ์
จะเป็นคนหนุ่ม-คนสาว-คนเฒ่า-คนแก่-กลางคนก็ทำได้
เพราะเราไม่ต้องการความทุกข์
เมื่อเราทำอย่างนี้ ความทุกข์มันหายไปเอง**
สมมติเหมือนกันกับที่เราอยู่ที่มืด
เราไม่ต้องการความมืด แต่เราไม่รู้จักวิธีที่จะไล่ความมืดได้
เราเพียงมีไม้ขีดไฟ หรือเทียนขึ้นมาก็ตาม
จุดไม้ขีดไฟไป ความมืดมันหายไปเอง
อันนี้ก็เหมือนกัน แต่เราทำความรู้สึกอยู่อย่างนี้
**เมื่อเราทำความรู้สึกอยู่อย่างนี้
ความโกรธ-ความโลภ-ความหลง มันก็ไม่ได้มีอยู่แล้ว
ที่มันโกรธ-มันโลภขึ้นภายในจิตใจนั้น เรียกว่า‘เราไม่ตื่นตัว’
คือ เราไม่เห็น-ไม่เข้าใจนั่นเอง**
ดังนั้น **ที่อาตมานำมาชี้แจงหรือนำมาแนะแนววิธีปฏิบัติให้นี้
อันนี้-แบบนี้ปฏิบัติง่าย ๆ ปฏิบัติแบบพระพุทธเจ้าจริง ๆ เรื่องนี้**
เมื่อพูดถึงการปฏิบัติของพระพุทธเจ้าจริง ๆ
คนอื่นนั้นทำพุท-โธ หรืออรหัง พอง-ยุบ
นับ ๑-๒-๓ นั้นถูกไหม เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าไหม ?
อันนั้นไม่ต้องไปสนใจมัน
ใครจะพูดอย่างไรก็ตาม ไม่ต้องไปสนใจมัน
เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าก็ตาม
ไม่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าก็ตาม
แต่อาตมาไม่ได้เอามาพูดเรื่องนั้น
เพราะเราทุกคนต้องการความจริง
**อะไรก็ตาม ถ้าหากว่ามันทำลายความหลงผิดได้
อันนั้นแหละถูกต้อง
ที่อาตมาพูดนี้ อาตมารับรองได้-รับรองได้จริง ๆ
ทำไมว่ารับรองได้ ?
เพราะอาตมา แต่ก่อนก็เคยโกรธเหมือนกัน
เมื่ออาตมาทำอย่างนี้ อาตมา-ความโกรธมันไม่ได้มี
เพราะอาตมาเห็นความโกรธไม่มี**
อย่างที่ญาติโยมและท่านทั้งหลายนั่งฟังอาตมาพูดนี้
ในขณะนี้อาตมาเข้าใจว่า ทุกคนไม่มีโกรธใช่ไหมเดี๋ยวนี้
ในขณะนี้ไม่มีโกรธใช่ไหม ?
เมื่อไม่มีความโกรธ เราจะไปหาความโกรธทำไม ?
เพราะโกรธมันไม่ได้มีอยู่แล้วนี่-บัดนี้
อาจารย์ทั่วไปสอนให้เราไปละความโกรธ
แล้วไปหาความโกรธ มันไปหาของไม่มี-มันก็ไม่เห็น
เมื่อมันไม่เห็น เราก็ไปว่าทำบุญ-ให้ทาน-รักษาศีลไปก่อน
ให้เป็นอุปนิสัย เป็นปัจจัยต่อหลังจากการตายแล้ว
อันนั้นแปลว่าคนไม่รู้จริง คนคาดคิด-คนเดาเอาเอง
แต่พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนอย่างนั้น
**อดีตที่ผ่านไปแล้ว มันจะทำอะไรให้เราไม่ได้
มันจะทำให้เราได้ตั้งแต่ขณะนี้ ในปัจจุบันนี้เอง
พระพุทธเจ้าจึงสอนเรื่องปัจจุบันเท่านั้น
เรื่องอดีต-อนาคตนั้น มันไม่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า**
แต่เราไปเข้าใจว่าเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า
ใครพูดอยู่ที่ไหน ก็หาว่าพระพุทธเจ้าแสดงสอนอย่างนั้น-อย่างนี้
อันนั้นเป็นการ(ที่)เราคาดคิดเอา เราไม่เข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง
**ที่อาตมาพูดนี้-อาตมารับรอง รับรองคำสอนของพระพุทธเจ้า
และรับรองวิธีที่อาตมาพูดนี้ รับรองจริง ๆ
ถ้าพวกท่านทำจริง ๆ แล้ว
ทำให้มันติดต่อกันเหมือนลูกโซ่
หรือเหมือนนาฬิกาที่มันหมุนอยู่ตลอดเวลา**
แต่ไม่ใช่ว่าทำอย่างนี้ให้มันเหมือนลูกโซ่
หมุนอยู่เหมือนกับนาฬิกานี่
ไม่ให้ไปทำการ-ทำงานอื่นใดทั้งหมด
ให้ทำความรู้สึก
ทำจังหวะ-เดินจงกรมอยู่อย่างนี้ตลอดเวลาหรือ
ไม่ใช่อย่างนั้น
**คำว่า‘ให้ทำอยู่ตลอดเวลา’นั้น (คือ)เราทำความรู้สึก
ซักผ้า-ซักเสื้อ ถูบ้าน-กวาดบ้าน ล้างถ้วย-ล้างจาน
เขียนหนังสือ หรือซื้อ-ขายก็ได้
เพียงเรามีความรู้สึกเท่านั้นเอง
แต่ความรู้สึกอันนี้แหละ มันจะสะสมเอาไว้ทีละเล็ก-ทีละน้อย
เหมือนกับเราที่มีขัน หรือมีโอ่งน้ำ
หรือมีอะไรก็ตามที่มันดี-ที่มีรองรับมันดี
ฝนตกลงมา ตกทีละนิด-ทีละนิด
เม็ดฝนเม็ดน้อย ๆ ตกลงนาน ๆ
แต่มันเก็บได้ดี น้ำก็เลยเต็มโอ่ง-เต็มขันขึ้นมา
อันนี้ก็เหมือนกัน เราทำความรู้สึก
ยกเท้าไป-ยกเท้ามา ยกมือไป-ยกมือมา
เรานอนกำมือ-เหยียดมือ
ทำอยู่อย่างนั้น หลับแล้วก็แล้วไป
เมื่อนอนตื่นขึ้นมา-เราก็ทำไป หลับแล้วก็แล้วไป
ท่านสอนอย่างนี้ เรียกว่า‘ทำบ่อย ๆ’
อันนี้เรียกว่า‘เป็นการเจริญสติ’** ”
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
————————————————————————————————
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
※ อย่าหลงตน-อย่าลืมตัว ※
※ ※
※ อย่าหลงกาย-อย่าลืมใจ ※
※ ※
※ อย่าหลงชีวิต ※
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
รู้สึกตัว…รู้สึกกาย รู้สึกใจ
_/|\_ _/|\_ _/|\_


ใส่ความเห็น