“…หลวงพ่อรู้จักเรื่องรูป-นาม
รูปทำ-นามทำ รูปโรค-นามโรค
โรคมี ๒ อย่าง คือ
โรคทางเนื้อหนัง ปวดหัว-ปวดท้อง
โรคอันนี้ต้องไปหาหมอที่โรงพยาบาล
ให้ผู้เชี่ยวชาญทางโรคตรวจร่างกาย
แล้วให้ยามารักษาให้หายได้
โรคอีกชนิดหนึ่งคือ **โรคดีใจ-เสียใจ
รัก-เกลียดชัง เบื่อหน่าย
โรคอย่างนี้ไปหาหมอ ก็ไม่หาย
ต้องเจริญสติ-เจริญสมาธิ-เจริญปัญญา
ตามแบบของพระพุทธองค์
มีระเบียบมีวินัย (โรค)ก็หายได้
ไม่ต้องไปอ้อนวอนจากผี-เทวดาให้ช่วย
นี่แหละ ท่านจึงว่า‘ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน’
พึ่งคนอื่น-พึ่งไม่ได้ พึ่งได้เฉพาะการกระทำของตัวเองเท่านั้น**
หลวงพ่อเกิดศรัทธาขึ้นอย่างนี้
เมื่อรู้จักรูปโรค-นามโรคแล้ว
หลวงพ่อจึงมารู้จักทุกขัง-อนิจจัง-อนัตตา
แต่ก่อนนั้นก็รู้จัก แต่ไม่ซาบซึ้งตรึงใจ
รู้จักตามคำของครูบาอาจารย์
ท่านสอนว่า‘ทุกขัง-(อนิจจัง-อนัตตา)นั้น หมายถึง
ทุกข์ (หมายถึง)ทนไม่ไหว
อนิจจัง หมายถึงไม่เที่ยง
อนัตตา (หมายถึง)บังคับไม่ได้’
ว่าอย่างนั้น ก็ถูกเหมือนกัน
เมื่อหลวงพ่อรู้จักตัวทุกขัง-อนิจจัง-อนัตตานั้น
มันตรงกับคำสอนของพระพุทธเจ้า
ที่**ท่านสอนให้เราเจริญสติ ให้เรามีสติกันทุกอิริยาบถ**
จึงมาเห็นว่า การเคลื่อนไหวอิริยาบถนี่แหละเป็นทุกข์
‘ทุกข์’ แปลว่าทนไม่ไหว
คนเราจะนั่งนิ่ง ๆ ก็ไม่ได้
ไม่หายใจ-ก็ไม่ได้ ไม่เคลื่อนไหว-ก็ไม่ได้
โอ…นี่แหละมันเป็นกฎธรรมชาติจริง ๆ
ท่านจัดว่าเป็นทุกข์ มันติดอยู่กับรูป
**รูป-นาม มันเป็นทุกขัง-อนิจจัง-อนัตตา
สิ่งเหล่านี้พัฒนาได้เป็นบางอย่าง บางอย่างพัฒนาไม่ได้
ส่วนที่พัฒนาได้นั้น คือตัวรู้การเคลื่อนไหว
เช่น มือจะไปทำผิด เรารู้…เราห้ามได้ เราพัฒนาได้
ตัวรู้การเคลื่อนไหว เช่น การพูดในสิ่งที่มันไม่ดี
มันสร้างความเดือดร้อนให้แก่ตนเองและคนอื่น
เราห้ามได้ เราพัฒนาได้
จิตใจที่เป็นอนัตตา มันนึก-มันคิดขึ้นมา
เราห้ามได้ เราพัฒนาได้
ดังนั้น คำสอนของพระพุทธเจ้าจึงเป็นกลาง ๆ เป็นสากล
เป็นของทุกคน ไม่มีใครเป็นเจ้าของ
เป็นเจ้าของได้เฉพาะผู้ที่ปฏิบัติ
ที่รู้-เห็น-เข้าใจ-ซาบซึ้งตรึงใจ
เอาไปใช้กับชีวิตแล้วไม่มีทุกข์**
หลวงพ่อรู้จักอย่างนี้…”
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
————————————————————————————————
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
※ อย่าหลงตน-อย่าลืมตัว ※
※ ※
※ อย่าหลงกาย-อย่าลืมใจ ※
※ ※
※ อย่าหลงชีวิต ※
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
รู้สึกตัว…รู้สึกกาย รู้สึกใจ
_/|\_ _/|\_ _/|\_


ใส่ความเห็น