“…‘ศาสนาแปลว่าคำสั่งสอนของท่านผู้รู้’ อันนี้ถูกน้อย
**ศาสนาแปลว่าที่พึ่ง อันนี้ถูกมาก
พึ่งอะไร ?
พึ่งการกระทำ การกระทำเช่นนี้พึ่งได้จริง ๆ**
‘ศาสนา’ จึงหมายความว่าที่พึ่งได้
หรือเรียนบาลี สอบได้ถึงประโยค ๙
(แต่)ยังมีข้อสงสัยอยู่ อันนั้นชื่อว่าได้ประโยชน์น้อย
ยังไม่สมกับประโยชน์ที่มาปฏิบัติ
เรียนนักธรรมตรี-โท-เอก ถึงประโยค ๙
อย่างน้อย ผมเข้าใจว่าอย่างน้อย ๑๐ ปี-จึงจะจบ
บัดนี้มาปฏิบัติแบบนี้ ไม่ถึง ๑๐ ปี จริง ๆ
ความรู้อันนี้อาจจะซาบซึ้งมั่นคงมากกว่าประโยค ๙
เพียงประโยค ๙ เป็นตำราที่พูด
ไม่ใช่เรื่องที่จะมาปฏิบัติให้เป็นอย่างนั้น
**ตอนปฏิบัตินี้ เพียงเอาสติ
มายกมืออย่างนี้ รู้สึกตัว
เอามือคืนมาอย่างนี้ รู้สึกตัว
กำมือ-เหยียบมือ รู้สึกตัว
หรือเอามือสัมผัสกันอยู่-เอานิ้วสัมผัสกัน (รู้สึกตัว)
อันนี้เป็นวิธีปฏิบัติในหลักสูตรนักธรรมตรี-หมวดต้นที่สุด**
ท่านว่า ‘ธรรมมีอุปการะมาก ๒ อย่าง
๑. สติ-ความระลึกได้
๒. สัมปชัญญะ-ความรู้สึกตัว’
อันสติ-ความระลึกได้ ก็คือว่าเราสัมผัสมือ-เรารู้…นี่ระลึกได้
สัมปชัญญะ-เรารู้ตัวเรานี้ เป็นอันเดียวกัน
**การทำความรู้สึก(ตัวด้วยการ)กำมือ-เหยียดมือนี้แหละ
มีอานิสงส์มาก มีคุณค่ามาก
ไม่สามารถเปรียบเป็นเงิน-เป็นทองได้
ดังนั้นความสุขหรือความไม่ทุกข์อันนี้ จะเอาเงินไปซื้อไม่ได้
แม้จะมีเงินล้าน หรือ ๑๐ ล้าน
มีเงินสักพันล้านนี้กองท่วมหัวเรา จะเอาไปซื้อก็ไม่ได้
เรื่องนี้ มันต้องเป็นวิธีปฏิบัติเอาเอง
ให้มันโพลงตัวขึ้นมาเอาเอง เพราะมันมีอยู่แล้ว**
อย่างที่ผมว่านี้ อาจเข้าใจว่าไม่ให้ทำบุญ-ให้ทาน
อันนั้นเป็นความเข้าใจผิด
การทำบุญให้ทาน-รักษาศีล เปรียบเหมือนข้าวเปลือก
คนกินข้าวเปลือกไม่ได้ แต่ถ้าเอาข้าวเปลือกทิ้งจะเป็นอย่างไร ?
ปีหน้าไม่มีข้าวทำพันธุ์ ไม่มีพันธุ์ข้าวเปลือกมาปลูกอีก
ฉะนั้นการทำบุญให้ทาน-รักษาศีล เป็นข้าวเปลือก
การทำความสงบ-เป็นข้าวสาร กินไม่ได้
สงบ จึงว่า มี ๒ อย่าง
สงบสมถกรรมฐานแบบหนึ่ง สงบวิปัสสนาแบบหนึ่ง
ความสงบสมถกรรมฐานนั้น ต้องนั่งหลับตา
หรือไม่นั่งหลับตา ก็ดูลมหายใจ
เมื่อดูลมหายใจมันสั้นเข้า-ละเอียดเข้า ลมหายใจละเอียดเข้า
มันเลยหลงต้นลมหายใจ
เมื่อมันหลงต้นลมหายใจแล้ว
บัดนี้ ปลายลมหายใจก็หลงพร้อมกัน
*เมื่อหลงนั้นก็เลยสงบ รู้สึกบ้าง-ไม่รู้สึกบ้าง*
สงบตัวนี้มันทำให้ตัวแข็ง
บัดนี้ อาจารย์ที่สอนกรรมฐานท่านว่า
‘อันนี้เป็นสมาบัติ เข้านิโรธได้’
อันนี้ถูก-แต่ไม่ถึง ๑๐๐% อย่างมากไม่เกิน ๕๐%
*วิธีนี้นั้น…ความโลภ-ความโกรธ-ความหลง ไม่ได้รู้เรื่องเลย
เพราะหลงอยู่ในโมหะแล้ว
ความหลงกับโมหะ เป็นอันเดียวกัน
หลงอะไร ?
หลงต้นลมหายใจ ไม่ได้เห็นความคิด
อันนี้เรียกว่า‘สมถกรรมฐาน’ เป็นอุบายให้สงบจิต*
**ตัววิปัสสนากรรมฐานที่สงบนั้น
สงบจากโมหะ-โลภะ-โทสะไม่มารบกวน
อันสงบแบบนี้ แม้จะไปอยู่ที่ไหนก็ตาม
ไม่ต้องนั่งหลับหูหลับตาอะไรทั้งนั้น
หูก็ได้ยินเสียงคนพูด ตาก็จะได้เห็นคนผ่านไปผ่านมา
จิตใจมันคิด-ก็จะเห็น แต่มันสงบอย่างนี้
เมื่อพูดถึงความสงบอย่างนี้ ท่านทั้งหลายคงจะเข้าใจ
จึงว่าความสงบมีอยู่แล้ว
จิตใจของคนมันมีอยู่แล้ว ที่สะอาด-สว่าง-สงบ**
ตรงกันข้าม
*ไม่สะอาด-ไม่สว่าง-ไมส่งบนั้น ไม่ใช่ชีวิต-ไม่ใช่จิตใจ
มันเป็นกิเลส*
จึงว่า‘ให้หาวิธีปราบกิเลส’ แต่ความจริงกิเลสไม่ได้มี
เมื่อไม่ได้มี (จะ)ปราบมันได้โดยวิธีใด ?
ก็จึงว่า **‘มาทำความรู้แจ้ง-เห็นจริง-เข้าใจจริง
สัมผัสได้จริง ๆ กับความคิดนี้’
เมื่อเห็นอันนี้แล้ว ความหลงผิดจึงไม่มี**…”
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
————————————————————————————————
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
※ อย่าหลงตน-อย่าลืมตัว ※
※ ※
※ อย่าหลงกาย-อย่าลืมใจ ※
※ ※
※ อย่าหลงชีวิต ※
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
รู้สึกตัว…รู้สึกกาย รู้สึกใจ
_/|\_ _/|\_ _/|\_


ใส่ความเห็น